วันที่ 3 มิถุนายน 2554
If you cannot view this HTML message properly, please click here
หากพบปัญหาในการดูภาพหรือลิงค์ต่างๆ กรุณา คลิกที่นี่
 
ลูกน้องชอบโต้แย้ง
 
   กรณีแรกนี้ เป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับผู้จัดการท่านหนึ่ง ที่พบว่าเมื่อมีการสั่งงานหรือ พูดคุยกับลูกน้องแล้วมักจะพบปัญหา กับลูกน้องท่านหนึ่ง ซึ่งทำให้ผู้จัดการเกิดความรู้สึกดังนี้
 
1. สอนอะไรไปชอบแย้งอยู่เรื่อย ทั้งที่ยังไม่ได้ไปลองทำดู
2. สั่งอะไรไปมักแย้งไว้ก่อน ไม่รู้เป็นอย่างไร
3. มาขอคำปรึกษา พอบอกไปก็ไม่เห็นด้วย แล้วจะมาปรึกษาทำไม
4. เคยเห็นด้วยกับเราบ้างไหมนี่ กลุ้มใจจัง
 
การให้คำปรึกษา
 
    การโต้แย้งกรณีนี้ ขอสมมุติว่าเป็นการโต้แย้งในเชิงสร้างสรรค์ ระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง ที่เป็นเสมือนลูกน้องดื้อ ไม่ใช่กรณีของการเถียงกัน
 
   การที่ลูกน้องแย้งหรือเถียงเหมือนเป็นคนดื้อ จริง ๆ แล้วเป็นเพราะเขามีคำตอบในใจอยู่แล้ว เมื่อเราแนะนำไม่เหมาะสมกับคำตอบที่เขาคิดไว้ หรือเขารู้สึกว่าจะทำไม่ได้ เขาก็จะแย้งเลย โดยหาเหตุผลอื่นมาปิดบังความคิดของเขาไว้ ดังนั้นเราต้องชี้ให้เขาเห็นให้ได้ว่าเขาแย้งเพราะเหตุผลใด
 
- ไม่ชอบคำแนะนำเพราะคิดว่าทำไม่ได้
- คำแนะนำไม่ตรงคำถาม
- ถ้าไปทำแล้วจะเกิดปัญหาอย่างอื่นอีก
 
   เมื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นของเขาแล้ว เชื่อแน่ว่าเขาจะเริ่มฟังคำแนะนำเราเพิ่มขึ้น และจะยอมรับมันในที่สุด เพราะเขาได้เห็นตัวเองแล้วว่าแย้งเพราะเหตุใด สมควรหรือไม่
 
   หัวหน้าที่ให้คำแนะนำ คำสอน ต้องคิดเสมอว่าลูกน้องเป็นผู้ไปทำ ดังนั้นต้องเหมาะกับผู้ำไปทำ ไม่ใช่เป็นคำแนะนำที่เหมาะกับเรา แต่เราไม่ได้ไปทำนะ ดังนั้นเขาต้องเข้าใจและยอมรับมันจริง ๆ จึงจะเกิดผล
 
ผลตอบรับ
- สิ่งที่ต้องเปลี่ยนก่อนอื่นคือ
- ความคิด
- ทัศนคติ
- สิ่งแวดล้อม
กระตุ้นให้ลูกน้องทำแผนงานขาย
 
   วันนี้อยากจะเล่าเรื่องง่ายๆ ที่หลายคนละเลยกันไป จากประสบการณ์ของผมที่พยายามทำให้ทุกคนมีการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวของเขาเอง โดยกระตุ้นให้ทุกคนพูด แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันใน Class ให้มากๆ ทำให้ผมต้องออกแบบหลักสูตรให้มี Workshop เยอะๆ เพื่อให้ทุกคนได้ คิด เขียน พูด กันให้มากๆ ผลลัพธ์ก็คือ หลักสูตรช่วงหลังๆของผมนั้น ทำให้คนเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น และอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองมากขึ้น และพูดได้ดีขึ้นด้วย ผมก็เฝ้าสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พอสรุปได้ว่าเป็นเพราะเขา เขียน ความคิดของเขาก่อนการพูด จึงทำให้เขาไม่กลัวการพูด และพูดได้ดีกว่า การไม่ได้เขียนความคิดของตัวเองก่อน มีน้องหลายคนที่ปกติจะไม่พูพเลย แต่เมื่อเขียนแล้วจะเขียนได้ดี ทำให้การพูดดขึ้นโดยอัตโนมัติ

   ผมจึงอยากเสนอให้หัวหน้าหรือผู้จัดการที่อยากพัฒนาน้องๆ ให้มีความกล้าในการแสดงความคิดเห็นนั้นคงต้องนำกระบวนการนี้ไปลองใช้ดูครับ เช่นอยากให้เขาทำแผนงานขาย ก็ลองทำดังนี้ครับ
 
1.กระตุ้นให้เขาคิด : ทำให้เขาคิดถึงเป้าหมายของเขา กลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก วิธีการที่เขาจะทำกับลูกค้า ผลลัพธ์ที่เขาคาดว่าจะได้รับ เป็นต้น
 
2.กำหนดหัวข้อให้เขาเขียน : ต้องยอมเสียเวลาเล็กน้อยให้เขาได้ลงมือเขียนสิ่งที่เขาคิด ด้วยตัวเขาเองครับ
• เป้าหมาย……………………………….
• ลูกค้าหลัก………………………………
• วิธีทำงาน……………………………….
• ผลลัพธ์ที่คาดหวัง………………………
 
   รายละเอียดคงต้องขึ้นอยู่กับงานของแต่ละคนนะครับ แต่อยากย้ำว่าเขาต้องเป็นผู้เขียนด้วยตัวเขาเอง โดยที่เราไม่ต้องเข้าไปช่วยเขียน
 
3.ฟังเรื่องที่เขาเขียน : ตั้งใจฟังในเรื่องที่เขาเขียนมา โดยไม่ต้องสอดแทรกความคิดเห็นจนกว่าเขาจะพูดของเขาเสร็จนะครับ เพราะเมื่อไรที่เราพูดแทรก เขาก็จะเริ่มกังวลว่า เขาคงพูดไม่ดี หรือพูดไม่ครบ ซึ่งจะทำให้เขาหยุดความคิดของเขาไปทันที การพูดของเขาก็จะหยุดไปด้วย ดังน้นอยากให้ตั้งใจฟังจนจบก่อนแล้วค่อยให้คำแนะนำครับ
 
4.ทดลองให้เขาลองไปปฏิบัติดู : บางครั้งเราอาจไม่ต้องแก้ไขแผนงานของเขาเท่าไรนัก อาจลองให้เขาไปทำดูจะได้เป็นประสบการณ์ของเขา ซึ่งเท่ากับสร้างความมั่นใจในสิ่งที่เขาเขียนให้ตัวเขาเองด้วย วันหลังเขาก็อยากทำอีก ถ้าเราคอยแก้ไขให้เขาอยู่เรื่อยเขาก็จะรู้สึกดี แต่สมองของเขาก็จะเลิกคิด แล้วรอคำตอบจากเราแทนดีกว่า ซึ่งคงไม่ใช่จุดประสงค์ของเขาแน่
 
    ผมค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าเราทำให้ลูกน้อง คิด เขียน พูด แล้ว เขาจะนำสิ่งที่เขาคิด เขียน และพูดไปทำครับ เพราะเป็นความคิดของเขาล้วนๆ จึงทำให้เขาอยากทำมากกว่า การเขียนทำให้เขาเตรียมตัวและสรุปความคิดของตัวเองอีกครั้ง การพูด ทำให้เขาเกิดความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น เมื่อไรที่เขาพูดเขาก็จะได้ยินเสียงของตัวเองด้วย สุดท้ายก็คงต้องให้เขาไปลงมือทำ เพื่อเป็นประสบการณ์ขอเขาเอง
 
ถ้อยคำ ชวนคิด
จาก อ.ปกรณ์
 
" ความล้มเหลวไม่ได้หมายความว่า
เราไม่ได้อะไรสักอย่างเลยแต่หมายความว่าเราได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง "
 
(ที่มา : http://www.pakornblog.com)
    ผมได้ใช้กรณีศึกษาเหล่านี้ในการประกอบการฝึกอบรม , การให้คำปรึกษา และการเป็นโค้ช เพราะผมเล็งเห็นว่าเหตุการณ์ต่างๆที่
เกิดขึ้นในองค์กรนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นปัญหาและอุปสรรคคล้ายๆกันจึงได้จัดทำเป็นกรณีศึกษาต่างๆขึ้น เพื่อให้บุคลากรทั่วไป
สามารถวิเคราะห์กรณีศึกษาแล้วดำเนินการหาทางแก่ไข หากเป็นบุคคลในกรณีศึกษาดังกล่าว
 
    การวิเคราะห์กรณีศึกษาบ่อยๆแล้วหาหนทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคดังกล่าวไปเรื่อยๆจะทำให้เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเอา
ชนะปัญหาแลอุปสรรคไปได้อย่างอัตโนมัติ หากในอนาคตเราพบเจอปัญหาดังกล่าวก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีไม่ต้องจมกับ
ปัญหานานนักเพราะเคยแก้ไขได้มาแล้วอีกทั้งยังสามารถให้คำแนะนำผู้อื่นได้ด้วย ถ้าเจอคนที่ติดปัญหาเหมือนกรณีศึกษา
(รูปจาก : http://www.pakornblog.com)
 
 
การวางแผนการโค้ชชิ่ง (Coaching)
 
- หัวข้อที่ใช้ในการโค้ชชิ่ง (Coaching)
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
 
- สาเหตุที่เลือกหัวข้อนี้เพราะเหตุใด?
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
 
- ขั้นตอนในการCoaching คร่าวๆ
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
  คุณได้รับอีเมลนี้ เนื่องจากคุณได้สมัครเป็นสมาชิก หรือ สมัครรับข่าวสารไว้กับ www.pakornblog.com หรือ www.entraining.net หรือลงทะเบียนเรียนหลักสูตรพัฒนาตนเองต่างๆไว้กับ เอ็นเทรนนิ่ง

   Entraining เรียบเรียงและจัดทำเมลความรู้นี้ โดยเนื้อหาของเมล รวบรวมจากบทความ/แนวคิดจาก อ.ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์ ซึ่ง Entraining จัดส่งโดยจิตสาธารณะ เพื่อยังประโยชน์ให้สมาชิกและผู้สนใจได้แนวคิดไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองและสังคมต่อไป

คุณจะได้รับอีเมลความรู้ลักษณะนี้เดือนละ 2 ครั้งโดยประมาณ

คลิกที่นี่....ถ้าต้องการเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติม