วันที่ 5 สิงหาคม 2554
If you cannot view this HTML message properly, please click here
หากพบปัญหาในการดูภาพหรือลิงค์ต่างๆ กรุณา คลิกที่นี่
 
อยากเลิกนิสัยเสีย
 
   พรเทพ เป็นคนเก่ง มีความสามารถ แต่มีนิสัย เอาแต่ใจตัวเอง ชอบหงุดหงิดกับทุกเรื่องและคิดว่าคนอื่นทำอะไรไม่ถูกใจตนเอง เพราะตนเองเป็นคนเก่งกว่าผู้อื่นเสมอ พอเริ่มทำงานพรเทพ จึงเห็นว่าบางครั้งการที่เป็นคนเก่ง แต่อารมณ์ร้อน ก็ทำให้การทำงานมีปัญหาจึงต้องการที่จะเลิก และเกิดความกังวลว่าจะเข้ากับผู้อื่นไม่ได้ และมีความเครียดกลัวว่าการดำเนินงานจะไม่มีความคืบหน้า โดยมีอาการดังนี้
 
- ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห อยากจะเลิก
- ขี้กังวล เครียดเกินเหตุ อยากจะเลิกการให้
 
การให้คำปรึกษา
 
“นิสัยเสีย” ใครๆก็อยากเลิก อยากเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เป็นนิสัยที่ดี แต่ก็เลิกกันไม่ได้เป็นเพราะอะไร ?”
 
   ถ้าตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็คือ “เราไม่ได้อยากเลิกจริง” เราแค่รู้สึกว่า มันไม่ดี แต่เราก็เคยชินกับมันเสียแล้วถ้าเลิกไปก็รู้สึกแปลกๆ เพราะนิสัยเสียบางอย่างเมื่อปฏิบัติแล้ว รู้สึกว่าเราได้ประโยชน์ในช่วงแรก เช่น
 
- ขี้โมโห : พอโมโห คนอื่นๆจะเกรงกลัว ได้แสดงอำนาจ
- ไม่พอใจ : คนอื่นเห็นแล้ว อาจจะหยุดการกระทำนั้นๆ เราก็รู้สึกโล่งไปด้วย
- ขี้เกียจ : ผักวันประกันพรุ่ง จะดีในตอนแรก เพราะสบายดี ไม่เหนื่อย ไม่เครียด
- ไม่กล้า : ไม่ต้องแสดงออกในสิ่งที่ไม่อยากทำ
 
ผลตอบรับ
   คุณสมบัติเหล่านี้จะส่งผลกระทบกับเรา ในเวลาต่อมาในด้านไม่ดีแน่นนอน เราจึงอยากเลิก แต่เมื่อเกิดอารมณ์เราไม่เลิก เพราะมันทำให้เรารู้สึกดี (ซึ่งเป็นการเข้าใจผิด) ดังนั้น การจะเลิกนิสัยเสียเหล่านี้ เราควรเรียนรู้นิสัยเหล่านี้ก่อน ดังนี้
 
1. รู้ว่าเกิดเมื่อไร ? (คิดให้ทันว่าเกิดแล้วรึยัง)
2. รู้สาเหตุที่ทำให้เกิด
3. รู้ผลกระทบถ้าเรายังปฏิบัติอยู่
4. รู้ว่าเราจะหยุดอารมณ์ ความรู้สึกนี้ได้อย่างไร
 
   เมื่อเราเรียนรู้แล้ว เราก็สามารถนำมาฝึกฝนกับตัวเองได้เลยเพราะถ้าเราไม่เรียนรู้ เราปล่อยให้เป็นธรรมชาติปกติ เราก็จะเลิกไม่ได้แน่นอน การฝึกฝนก็เพียงแค่คิดตามในสิ่งที่เราเรียนรู้มาเท่านั้นเอง เช่น
เมื่อเราโมโห เราต้องคอยสังเกตว่าเราโมโหหรือยัง เมื่อโมโหแล้ว คิดได้ทันว่าเราโมโหเพราะเหตุใด แล้วก็ทำความเข้าใจเรื่องนั้นอย่างรวดเร็ว ว่าใช่เรื่องที่เราโมโหแน่นะ และให้คิดต่อในทันทีว่า ถ้าเราโมโห ผลกระทบจะเป็นอย่างไร เชื่อว่าถ้าเราคิดได้ดังนี้แล้ว แนวโน้มที่เราจะหยุดความโมโห เป็นไปได้มากทีเดียว
 
   สุดท้ายก็ลงมือหยุดอารมณ์ดังกล่าวด้วยวิธีที่คิดว่าเราจะหยุดได้ (ตอนเรียนรู้ เรากำหนดไว้แล้วว่าจะทำอย่างไร) เราจะหยุดได้อยู่บ่อยๆ สุดท้ายเราก็จะเลิกไปเองครับ
การเอาชนะ.. อารมณ์เชิงลบของตัวเอง
 
วันนี้อยากเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ที่มี โอกาสได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เข้าฝึกอบรมในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมาเกี่ยวกับ หลุมพรางทางความคิด ที่ทำให้เราใช้ศักยภาพของตัวเองได้ไม่เต็มที่ อาจจะสืบเนื่องมาจากหลายสาเหตุ
 
เช่น
• สร้างความคิดเชิงลบกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว
• เครียดกับเป้าหมายมากเกินไป
• หมดความสนุกและไม่มีความสุขกับงานที่ทำอยู่ เป็นต้น
 
อาการต่างๆ ที่เกิดกันมากพอสรุปได้ดังนี้
 
1.หงุดหงิด : สาเหตุมาจากการไม่ได้ดั่งใจ
 
แนวทางแก้ไข :
- ยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจไม่ตรงกับที่เราคาดหวัง
- มองคนอื่นอย่างที่เขาเป็นมากกว่าอย่างที่เราอยากให้เขาเป็น
- จับถูกผู้อื่นบ้าง มิใช่จับแต่เรื่องผิด
   หากเราทำได้อย่างที่เป็นแนวทางแก้ไขและฝึกฝนแนวความคิดใหม่บ่อยๆ จะทำให้เรามีอาการหงุดหงิดน้อยลงไปเองครับ
 
 
2.ท้อถอยกับการทำงาน : สาเหตุมาจากทำงานไม่สำเร็จ รู้สึกเบื่อและท้อถอย
 
แนวทางแก้ไข :
- มองงานที่ได้รับมอบหมายเป็นงานที่เราทำให้ตัวเอง ไม่ใช่ทำให้ผู้อื่น
- มองเห็นงานเป็นสิ่งสำคัญและให้ประโยชน์กับเรา
- มองสิ่งที่ทำเป็นเรื่องของการได้รับประสบการณ์
   การที่คนส่วนใหญ่ท้อถอยเพราะงานที่เราทำส่วนใหญ่นั้น เราคิดว่า เราทำงานนี้ให้กับคนอื่น ไม่รู้สึกว่างานนี้เป็นของตัวเอง พอคนอื่นไม่ค่อยสนใจเราหรือกดดันเรามากๆ เราก้อเลยท้อถอย แต่ถ้างานนั้นเป็นของที่เราอยากทำเอง ก็จะทำให้เรามีแรงกระตุ้น เพื่อเอาชนะได้เอง
 
 
3.เครียด กังวล กับงาน : สาเหตุมาจาก คิดว่าจะทำไม่ได้ หรือได้ไม่ดี
 
แนวทางแก้ไข :
- เลิกจินตนาการผลลัพธ์เชิงลบที่ทำให้เรากลัวไปเอง
- สร้างความเชื่อมั่นให้ตัวเองว่า “เราทำได้”
- วางแผนในรายละเอียดของงานและทำตามแผน
- มองงานเป็นเรื่องท้าทาย เพื่อให้ได้ประสบการณ์มากขึ้น
   ความเครียด ความกังวล เกิดจากการคิดเชิงลบของเราเองกับอนาคตที่จะเกิดขึ้น และเราไม่อยากเจอเรื่องเชิงลบนั้นๆ เราจึงเป็นกังวล ดังนั้นเราจึงไม่ควรคำนึงถึงผลลัพธ์ในอนาคตมากเกินไปนัก แต่ควรให้ความสำคัญกับการทำงานในปัจจุบัน และทำให้ดีที่สุดก็พอ หากเรามีความมั่นในในตัวเองก็จะทำให้เรา เครียดและกังวลน้อยลงไปเองครับ
 
อาการต่างๆ ในเชิงลบของเราเป็นสิ่งที่เราห้ามไม่ได้ เราจะรู้สึกขึ้นมาเองเป็นอัตโนมัติ เมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆ เพียงแต่ว่าหากใครมีวิธีการจัดการอารมณ์เชิงลบของตัวเองได้ดีและขจัดความคิด ลบได้เร็วกว่าบุคคลนั้นย่อมได้ใช้ศักยภาพของตัวเองอย่างเต็มที่
 
เทคนิคต่างๆ นี้เป็นการปรับแนวความคิดของตัวเองใหม่ เมื่อเกิดเหตุการณ์เชิงลบขึ้น โดยการ คิดบวก ดังนั้นใครจะมีความสุขมากขึ้นหรือไม่ก็คงขึ้นอยู่กับว่า คนนั้น สามารถจัดการกับอารมณ์เชิงลบได้เร็วกว่ากันครับ.
 
ถ้อยคำ ชวนคิด
นาธานีล เอ็มมอนส์
 
"นิสัยนั้น ถ้าไม่เป็นคนใช้ที่ดีที่สุด ก็จะเป็นเจ้านายที่แย่ที่สุด"
 
    ผมได้ใช้กรณีศึกษาเหล่านี้ในการประกอบการฝึกอบรม , การให้คำปรึกษา และการเป็นโค้ช เพราะผมเล็งเห็นว่าเหตุการณ์ต่างๆที่
เกิดขึ้นในองค์กรนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นปัญหาและอุปสรรคคล้ายๆกันจึงได้จัดทำเป็นกรณีศึกษาต่างๆขึ้น เพื่อให้บุคลากรทั่วไป
สามารถวิเคราะห์กรณีศึกษาแล้วดำเนินการหาทางแก่ไข หากเป็นบุคคลในกรณีศึกษาดังกล่าว
 
    การวิเคราะห์กรณีศึกษาบ่อยๆแล้วหาหนทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคดังกล่าวไปเรื่อยๆจะทำให้เรากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในการเอา
ชนะปัญหาแลอุปสรรคไปได้อย่างอัตโนมัติ หากในอนาคตเราพบเจอปัญหาดังกล่าวก็สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงทีไม่ต้องจมกับ
ปัญหานานนักเพราะเคยแก้ไขได้มาแล้วอีกทั้งยังสามารถให้คำแนะนำผู้อื่นได้ด้วย ถ้าเจอคนที่ติดปัญหาเหมือนกรณีศึกษา
(รูปจาก : http://www.pakornblog.com)
 
 
วิเคราะห์อาการและกำหนดแนวทางแก้ไข
 
- อาการของผู้จัดการฝ่ายขาย
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
 
- หลุมพรางของพนักงานขาย
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
 
- แนวทางที่ใช้ในการพัฒนาพนักงานขาย
......................................................................................................................................
......................................................................................................................................
  คุณได้รับอีเมลนี้ เนื่องจากคุณได้สมัครเป็นสมาชิก หรือ สมัครรับข่าวสารไว้กับ www.pakornblog.com หรือ www.entraining.net หรือลงทะเบียนเรียนหลักสูตรพัฒนาตนเองต่างๆไว้กับ เอ็นเทรนนิ่ง

   Entraining เรียบเรียงและจัดทำเมลความรู้นี้ โดยเนื้อหาของเมล รวบรวมจากบทความ/แนวคิดจาก อ.ปกรณ์ วงศ์รัตนพิบูลย์ ซึ่ง Entraining จัดส่งโดยจิตสาธารณะ เพื่อยังประโยชน์ให้สมาชิกและผู้สนใจได้แนวคิดไปใช้ประโยชน์ต่อตนเองและสังคมต่อไป

คุณจะได้รับอีเมลความรู้ลักษณะนี้เดือนละ 2 ครั้งโดยประมาณ

คลิกที่นี่....ถ้าต้องการเสนอข้อคิดเห็นเพิ่มเติม