ผลงานฝึกอบรม

หน้าแรก / ผลงานฝึกอบรม

การสร้างกรอบความคิดการทำงานเชิงรุก

กรอบความคิดแบบเชิงรับ v.s. กรอบความคิดแบบเชิงรุก กับหลักการสมองและการคิด การวางแผนงาน เชิงรับ : มองไม่เห็นปัญหาล่วงหน้า รูปแบบแผนงานที่คิดว่าทำได้แบบไม่ต้องเครียด ... ปล่อยให้อุปสรรคมาขัดขวางการวางแผนให้สำเร็จ สมองอารมณ์มักถูกกระตุ้นด้วยความกังวลผลลัพธ์ การขาดความเชื่อมั่น เชิงรุก : ประเมินความเสี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมการป้องกันไว้ในแผนโดยไม่กระทบเป้าหมาย สมองคิดมีการวิเคราะห์ ใช้ข้อมูลที่จำเป็นเพราะความมุ่งมั่นอยากทำให้สำเร็จ การแก้ปัญหาและตัดสินใจ เชิงรับ : มองปัญหาเป็นเรื่องยุ่งยาก กล่าวโทษปัจจัยภายนอก...สมองอารมณ์ถูกกระตุ้นด้วยความเบื่อหน่าย กลัว กังวล ขาดความเชื่อมั่น เชิงรุก : โฟกัสเป้าหมายเป็นหลัก มองปัญหาเป็นความท้าทายในการก้าวข้ามและพัฒนาตัวเอง...สมองส่วนคิดถูกกระตุ้นด้วยสิ่งดีๆที่จะได้รับ การประสานงานและเจรจาต่อรอง เชิงรับ : เลือกสื่อสารกับบางคนที่สบายใจ พยายามใช้สมองส่วนสัญชาติญาณสื่อสารกับคนที่รู้สึกไม่ชอบ ไม่อยากคุย เชิงรุก : พร้อมสื่อสารกับทุกคนไม่ว่าง่ายหรือยาก หากคนนั้นมีส่วนได้ส่วนเสียกับงานและเป้าหมายโดยใช้สมองส่วนคิดเชิงเหตุผลในการเจรจาต่อรองอย่างสร้างสรรค์ การตระหนักรูปแบบสมองที่สอดคล้องกับกรอบความคิด ช่วยให้เราค้นหาตัวกระตุ้น(Trigger)ที่ช่วยให้สมองถูกใช้ได้สอดคล้องกับสถานการณ์และความสำเร็จได้ครับ

Logical Thinking Analytical and Synthesis Thinking Skill

สอนหลักสูตรการคิดทำให้ผมฝึกความละเอียดกับการการทำงานของสมองในเชิงลึกมากขึ้น... จังหวะการคิดหรือไม่คิด (รู้สึก) ของแต่ละคนมีความซับซ้อนที่แตกต่างกัน การใช้หลักการของสมองมาชวนคิดด้วยกระบวนการโค้ช ทำให้ผมสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนหลายๆแบบ ผมจึงค่อยๆพัฒนาระดับการเชื่อมโยงสมองกับการเปลี่ยนแปลงในversionต่างๆ ดังนี้ Version1 : ผู้เรียนมองเห็นความแตกต่างระหว่างสมองคิด-สมองอารมณ์ เช่น การคิดนำไปสู่การมองอย่างเป็นเหตุเป็นผล , อารมณ์นำไปสู่ความขัดแย้ง ผลลัพธ์ไม่ตามเป้า Version2 : ผู้เรียนมองเห็นกระบวนการทำงานของสมองคิด - สมองอารมณ์ เช่น สมองคิดมีลำดับขั้นตั้งแต่ คิดแก้ปัญหา คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดกลยุทธ์ คิดเชิงระบบ สมองอารมณ์ Fight - Flight - Freeze Version3 : ผู้เรียนแยกประเภทของข้อมูลที่สมองคิด - สมองอารมณ์ หยิบมาใช้ เช่น สมองคิดสนใจข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง สถิตินำไปสู่การคิดแนวทางใหม่ๆ , สมองอารมณ์ใช้ข้อมูลจากประสบการณ์เดิม นำไปสู่แนวคิดที่คุ้นเคย เคยชิน Version4 : ผู้เรียนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสมองคิด-สมองอารมณ์ ที่นำไปสู่การใช้ Fix - Growth Mindset Version5 .....ปัจจุบันผมแยกความละเอียดของการใช้สมองเป็นโหมดต่างๆที่เลือกใช้ในการจัดการสถานการณ์ประมาณนี้ครับ Automation Mode .... สมองสั่งการโดยอัตโนมัติจากประสบการณ์ สัญชาติญาน ความเคยชินที่เป็นความเชื่อ,อุปนิสัย เช่น...เราไม่ชอบงานแทรก เพราะเรากำลังโฟกัสเรื่องหนึ่งอยู่และอยากจัดการเรื่องนั้นให้เสร็จก่อน ไม่อยากสลับสับเปลี่ยนไปมา.. จึงตอบโต้ไปด้วยการปฏิเสธทันที Awareness Mode .... สมองมีการตระหนักรู้ในชั่วขณะหนึ่งก่อนจะตัดสินใจบางอย่างหรือทำไปสักระยะหนึ่งแล้วเกิดการฉุกคิด เช่น...เราแว่บคิดตรึกตรองบางอย่างโดย"ไม่รีบตัดสินใจ"ตอบรับหรือปฏิเสธงานแทรกนั้นทันที Adaptibility Mode .... สมองมีการสลับสับเปลี่ยนรูปแบบการคิดได้เร็วในการจัดการสถานการณ์ตรงหน้าเพื่อให้ได้แนวทางที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด..เสมือนหนึ่งเป็นไหวพริบ เช่น...ประเมินความเป็นไปได้ของการทำงานแทรกนั้นจากประสบการณ์กับข้อมูล(เท่าที่พอมีตอนนั้น)แล้วแจ้งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเช่น ระยะเวลาที่จะเรื่มงานให้ หรือเสร็จงานและส่งมอบ Achievement Mode .... สมองมีการคิดอย่างเป็นระบบแบบแผนและจดจ่อจนบรรลุเป้าหมายของตัวเองและความต้องการผู้อื่นแบบมีประสิทธิภาพ เช่น...มองภาพรวมทั้งหมด ก่อนวิเคราะห์ความสำคัญของแต่ละงาน ประเมินทรัพยากรที่มี เพื่อให้ปรับแผนการทำงานใหม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีสำหรับทุกฝ่าย สมองแต่ละโหมดอาจะทำงานแบบเป็นกระบวนการ (มีลำดับขั้นการใช้อย่างต่อเนื่อง) หากมองเป็นลำดับขั้นของการพัฒนาตัวเอง แต่อีกนัยหนึ่งคือ..เราใช้โหมดใดโหมดหนึ่งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเพราะมี Trigger บางอย่างที่ไปกระตุ้นให้โหมดแต่ละโหมดทำงาน ปล....Trigger ของแต่ละคนและแต่ละโหมดอาจแตกต่างกัน ซึ่งผมกำลังสังเกต Trigger ของตัวเองที่ทำให้ตัวผมเลือกใช้แต่ละโหมดสมอง รวมถึง Trigger ที่จะช่วยให้ผมเปลี่ยนไปใช้สมองโหมดอื่นได้ เมื่อนำมาสร้างชุดเครื่องมือการโค้ชเพื่อใช้ในการชวนผู้เรียนตระหนักรู้โหมดสมองของตัวเองใน "หมวดหลักสูตรทักษะการคิดอย่างมีคุณภาพ" ในอนาคตครับ

เทคนิคการนำเสนออย่างมืออาชีพ

เทคนิคการนำเสนออย่างมืออาชีพ...ควรพัฒนาเรื่องใดบ้าง ??? 1.Mindset .... กรอบความคิดกับการนำเสนอของตัวเอง 2.Methodology .... เทคนิค วิธีการ เครื่องมือที่ช่วยให้นำเสนออย่างมีประสิทธิภสพ คนที่มองโอกาสในการนำเสนอเป็นความท้าทาย มักจะไม่ค่อยกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการนำเสนอ หากมองการนำเสนอว่ากำลัง "ให้" ข้อมูลที่เราจัดเตรียมเพื่อสร้างประโยชน์ต่อผู้ฟัง(ผู้รับ) รวมถึงเราอยู่บนเส้นทางพัฒนาตัวเองสู่การเป็น"ผู้นำเสนอที่ดี".....เรากำลังขยายComfort Zone ในการกล้านำเสนอด้วย"กรอบความคิดแบบ Growth Mindset" กรอบความคิดของการนำเสนออีกแบบคือ "Fix Mindset" การไม่อยาก ไม่เต็มใจ ไม่กล้า ประหม่าที่จะนำเสนอ หรือรีบนำเสนอให้จบ ทำให้"การต้องนำเสนอ"กลายเป็นพื้นที่ความเครียด ความกังวลที่อยู่นอกเหนือ Comfort Zone ของเรา หากเราใช้กรอบความคิดแบบนี้บ่อยๆ เมื่อต้องรับโอกาสนำเสนอ....จึงกลายเป็นความเชื่อที่จำกัด (Limiting Belief) กับการนำเสนอของตัวเอง การสอนด้วยเทคนิคการโค้ชโดยการชวนผู้เรียนมองเห็นสภาพความเป็นจริงของตัวเองในการนำเสนอ (Mirror) ว่าเขามีMindsetอย่างไร การเปลี่ยนกรอบความคิดในการนำเสนอจาก Fix Growth Mindset ด้วยการชวนให้เขาใช้สมองส่วนคิดเชิงเหตุผล 1. ประเมินการนำเสนอของตัวเอง1-10คะแนน สำรวจตัวเอง 2. โค้ชชวนคิดว่าคะแนนที่ให้(เช่น5=การเตรียมข้อมูล) คือเรื่องใดที่เขาคิดว่าทำได้(ดี) มองเห็นศักยภาพ 3. คำแนนที่อยากเพิ่มไปถึงจุดที่อยากไปคือเรื่องใด(เช่น 8=ไม่ประหม่า) สิ่งที่อยากพัฒนาเพิ่ม 4. ทำให้เห็นถึงสิ่งดีๆที่จะได้รับหากไปถึง 8คะแนนได้สำเร็จ สร้างGrowth Mindset 5. เทคนิคที่เขาอยากเรียนรู้(Knowledge) ฝึกฝน(Skill) หรือเครื่องมือช่วย(Tooling) เพื่อพัฒนาเพื่อไปให้ถึง 8 คะแนน เตรียมพร้อมสู่ Methodology กระบวนการสอนในหลักสูตรต่างๆ หากสามารถผสมผสานทั้งส่วน Mindset & Methodology ได้อย่างลงตัวและสอดคล้องกับศักยภาพที่เขามีอยู่และต่อยอดเพื่อให้มีสิ่งที่จะนำไปพัฒนาในสไตล์ของเขาเองหลังการอบรมครับ

การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์

การคิดเชิงวิเคราะห์...เป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่ผมสอนค่อนข้างบ่อยครับ ผมสอนโดยเชื่อมโยงกระบวนการคิด เข้ากับหลักการทำงานของสมองส่วนหน้าและหลัง ซึ่งสมองสองส่วนมีกระบวนการทำงานแตกต่างกันและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน การสอนด้วยเทคนิคการโค้ชช่วยให้ผู้เรียนเกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับแนวทางการใช้ข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ครับ หลายครั้งที่เราเผลอสรุปสาเหตุของปัญหาโดยใช้ประสบการณ์ในอดีตแล้วตัดสินใจดำเนินการแก้ไข ซึ่งอาจจะแก้ปัญหานั้นได้ทันที...แต่ไม่นานปัญหานั้นก็กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากข้อมูลความเชื่อ ประสบการณ์เดิมที่ใช้ มักจะนำไปสู่วิธีการแก้ไขแบบเดิม...ซึ่งก็จะทำให้เกิดผลลัพธ์แบบเดิมๆ....คือแก้ไม่จบ แต่หากเราใช้สมองส่วนหน้า(คิด)โดยนำความเชื่อและประสบการณ์มาตั้งเป็นสมมติฐาน(Assumption) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้ของปัญหานี้....จะช่วยให้เราเกิดAwareness กับตัวเองในการไม่รีบด่วนสรุปสาเหตุเร็วเกินไป แต่ค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจเพื่อคัดกรองให้เหลือสมมติฐานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดด้วยกฏพาเรโต้ 20:80 (สาเหตุสำคัญ20% ส่งผลถึงปัญหา80%) จะช่วยให้เรามองปัญหาในมุมใหม่ ข้อมูลใหม่ กระบวนการคิดที่นำไปสู่วิธีใหม่ๆในการแก้ปัญหา ทำให้เกิดผลลัพธ์ใหม่ๆได้ครับ

การบริการลูกค้ามืออาชีพ

กับกลุ่มผู้เรียนที่มาจากทางสายช่าง แต่ต้องมาทำงานบริการ ที่อาจจะเป็นเรื่องที่ ช่างไม่คุ้นเคย เพราะภาพลักษณ์งานบริการ คือ ต้องพูดเก่ง !!! หลังจากใช้คำถามชวนให้ผู้เรียนตั้ง Goal/Objective ในการเรียนแล้ว เห็นผู้เรียนถือ Smart Phone จึงเริ่มต้นด้วยคำถาม กำลัง ให้บริการอยู่ หรือ กำลังใช้บริการอยู่? การใช้เทคโนโลยี่ในการใช้บริการนี้ ใช้เพื่ออะไร? ท่านชอบอะไรกับการใช้บริการรูปแบบนี้? หากท่านจะให้บริการโดยใช้เทคโนโลยี ท่านจะให้บริการอะไร? ท่านจะทำอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ และได้รับความพึงพอใจได้? หนึ่ง objective ที่ผู้เรียนอยากรู้ ว่าต้องการใช้เทคโนโลยีในการให้บริการลูกค้า ก็สามารถเรียนรู้ได้เองจากคำถามชวนคิดชุดนี้ กระบวนการ Training and Group Coaching มีความเหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน ที่มี ความรู้ ความสามารถ ทั้งอายุมาก หรือ อายุน้อย โดยให้ หลักการเป็น ทฤษฎีต่างๆไว้ แล้ว ชวนคิดด้วยการนำเหตุการณ์จริงมาผูกเป็นชุดคำถาม ด้วย Positive Psychology หากผู้เรียนสามารถตอบได้ โอกาสที่จะนำไปใช้ ก็จะมีสูง เจ้าหน้าที่บริการลูกค้ามืออาชีพ เตรียมพร้อมเพื่อการบริการโดย เตรียมข้อมูล 5 รู้ให้พร้อมในการให้บริการลูกค้า ทั้งก่อนการขาย และ หลังการขาย มีเป้าหมายในการให้บริการที่ดี ฝึกทักษะสำคัญในการให้บริการ การรับรู้ และบริหารอารมณ์ EQ การสื่อสารสร้างสัมพันธ์ การใช้คำถามที่ดี เพื่อเตรียมฟังลูกค้า การฟัง ให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า การใช้จุดแข็ง/จุดเด่น ของตัวเอง และองค์กร สร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการลูกค้าได้ วันนี้ ขอบคุณ ทั้งลูกค้า และ Co Coach สาวสวย ที่มาร่วมเรียนรู้ด้วยกัน

วิทยากรมืออาชีพแนวการฝึกอบรม Training and Group Coaching

ใกล้จบโปรแกรม TTT 12 วัน ภาคทฤษฎีแล้วครับ การปฏิบัติก็เพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพราะผู้เรียนเริ่มเห็นการเชื่อมโยงและสอดแทรกการสอนทั้ง Training and Group Coaching, SGC&C และ 1:1 Coaching ใน Class อย่างละเอียดมากขึ้น การสอนแนว Training and Group Coaching ต้องดูกระบวนการสอนจริง จึงจะเข้าใจมากขึ้น...รอทุกคนจัดเวลาเข้า Co-Coach วิทยากรของสถาบันต่อไปนะครับ สุดท้ายทุกคนต้องลองสอนด้วยตัวเอง จึงจะเข้าใจแก่นของ Training and Group Coaching ด้วยตัวเองครับ

Teacher as Facilitator and Coach

ต้องขอบคุณทางบริษัท เบทาโกร ที่ช่วยให้ผมได้มีโอกาสเป็นวิทยากร ไปชวนคุย ชวนคิด ในหลักสูตรชื่อยาวๆ "คุณครูกับบทบาทของ Facilitator ที่ใช้ทักษะการ Coach (ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Engineering)" สำหรับตัวเอง ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ชอบใจ สภาวะ ขณะที่กำลังอยู่ในกระบวนการของตนเอง เพราะเห็นจังหวะที่ตัวเอง ทัน ต่อการพูด การฟังและการตอบในทุกๆ จังหวะ ทำให้สามารถ Unpack การกระทำของตัวเอง ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และเห็นสถานการณ์ที่นำหลักการและเนื้อหาไปใช้จริงได้ตลอด เพราะสิ่งที่สอน เป็นสิ่งเดียวกับที่เราทำอยู่ สิ่งที่ผู้เรียนสะท้อนหลังจบกระบวนการ มี Keyword หลายตัวที่น่าสนใจ ได้เห็นสิ่งที่จะนำไปทำซ้ำได้ เพราะเราเน้นย้ำเสมอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจาก Process ไม่ใช่ความสามารถเฉพาะตัวของวิทยากร ชอบวิธีการ Deal กับคำถามที่แทรกตลอดการสอน เพราะไม่ได้มีเป้าหมายว่ามาสอน มาให้ แต่มีกรอบว่าเรามาชวนคิด มาสะท้อน ให้เห็นสิ่งที่ดีในตัวเขา จึงไม่รู้สึกถูกขัดจังหวะหรือถูกโต้แย้ง แต่ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน เห็นความแตกต่างของหลักการกับสิ่งที่ทำอยู่ด้วยตนเอง เพราะเราให้ความสำคัญกับ Options มากกว่า Standard จึงไม่ไปเผลอแตะ เผลอทัก วิธีการของเขาด้วยความหวังดี เมื่อมา Unpack ตัวเองถึงปัจจัยความสำเร็จ (Success Pattern) ในครั้งนี้ ทั้งที่ตอนแรกไม่คาดหวังมากนัก ด้วยความไม่คุ้นเคยกับตัวหลักสูตรที่เป็นของสถาบัน ไม่ใช่ของตนเองโดยตรง แม้ไม่ใช่หลักสูตร (Content) ของตนเอง แต่เราประยุกต์ความเป็นตัวเอง (Brain) เข้าไปในตัวหลักสูตร จึงไม่รู้สึกแปลกแยก ชวนขัดแย้ง เป็นเรื่องที่เรามีประสบการณ์ทั้งสองด้าน ทั้งตอนเป็นคนเรียน และตอนเป็นคนเดินกระบวนการ ทำให้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่รู้สึกสั่นคลอน การที่ผู้เรียนเป็นคนเก่ง เป็นระดับด็อกเตอร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ทำให้ยิ่งให้ความสำคัญกับหมวกของ Coach มากกว่า Helper ทางผู้จัดบอกว่าเราอาจจะมีโอกาสจะได้บรรยายหลักสูตรนี้กันอีก ครั้งหน้าคงมีอะไรได้ต่อยอดอีกหลายอย่าง การมาชวนคุยชวนคิดแบบนี้ ก็ทำให้ตัวเราเกิด Constructionism ไปด้วยเช่นกัน

การพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ผู้บริหารยุคใหม่

คลาสวันนี้ ผู้จัดการยุคใหม่ ผู้จัดการ (ยุคใหม่)..... บริหารงานภายใต้การแข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ผู้จัดการปรับกระบวนการคิด คิดเชิงกลยุทธ์และบริหารเชิงรุก ผู้จัดการ(ยุคใหม่)..... บริหารอารมณ์และสมดุลชีวิต นำคุณค่าและจุดแข็ง ที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างสอดคล้อง กับเป้าหมายงานและเป้าหมายชีวิต ผู้จัดการ(ยุคใหม่)..... บริหารศักยภาพทีมงาน กำหนดคุณค่า&สมรรถนะ ค้นหา - พัฒนา และ รักษา เพื่อให้ทีมงานเติบโตไปพร้อมกัน การสอนด้วน Value & Solution Coaching ให้ความสำคัญที่คุณค่าของคน เพื่อให้นำออกมาใช้สร้างผลงานอย่างมีความสุขครับ

เทคนิคการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรม และการติดตามผลลัพธ์

รุ่นที่ 2 ของ การสมนาคุณลูกค้า ในหัวข้อ เทคนิคการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรม และการติดตามผลลัพธ์ ดีใจที่โครงการช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมนา มีแนวทางในการ จัดทำโปรแกรมที่ตอบโจทย์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้การพัฒนาบุคคลากร มีปัจจัยหลายอย่าง ที่อาจจะเป็นอุปสรรค ทำให้ไม่สามารถ จัดทำ แผนการอบรมได้ เช่น ยังไม่มี Competency หน่วยงาน บอกความต้องการไม่ชัดเจน (Need หรือ Want กันแน่) ไม่รู้จะวัดผลอย่างไร ต้องทำ survey หา need ก่อน ไม่รู้จะทำยังไง ทำแผนออกมาแล้ว ผบห ถามว่าจะรู้ได้ไงว่าได้ผล และ อื่นๆ ที่ทำให้นำเสนอแล้วไม่ค่อยโดนใจผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รูปแบบ ที่นำเสนอ 6 รูปแบบนี้ รวบรวมมาจากประสบการณ์ ออกแบบหลักสูตร และโปรแกรมอบรมให้กับหลายๆองค์กร เป็นเครื่องมือที่ HRD สามารถนำมาใช้ในการรวบรวมข้อมูล และออกแบบแผนการอบรมได้ ทั้งแบบระยะสั้น และ ระยะยาว หากผู้บริหารมองเห็น "ที่มา" ของหลักสูตร/โปรแกรมว่า มีส่วนเกี่ยวข้องและเชิ่อมโยงในด้านต่างๆขององค์กร และสามารถ ตอบสนองผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ จะช่วยให้ผู้บริหาร และผู้เรียน เห็นประโยชน์ในการอบรมมากขึ้น

การสอนด้วยรูปแบบที่ผสมผสาน

การสอนด้วยรูปแบบที่ผสมผสานตามจังหวะและอาการของผู้เรียน หากผู้เรียนสามารถตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเขาเอง (Self Awareness) เขาก็จะเป็นผู้เลือกเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเขาเอง แต่หากผู้เรียนไม่ได้ตระหนักรู้ด้วยตัวเอง ผู้สอนในฐานะวิทยากร&โค้ช สามารถใช้บทบาทโค้ชในการชวนคิดได้ครับ พฤติกรรมที่เป็นเชิงลบที่ผู้เรียนแสดงออกต่อเหตุการณ์ต่างๆและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นเชิงลบ เกิดจากความเชื่อ ค่านิยม ประสบการณ์ทั้งดีและไม่ดีที่เขาใช้ และเขาอาจจะรู้หรือไม่รู้ตัว หากสามารถทำให้ผู้เรียนมองเห็น"ที่มา"ของพฤติกรรมเหล่านั้นได้ด้วยทักษะการฟังเชิงลึกของผู้สอน และใช้การชวนคิดถึงประโยชน์ของการแสดงพฤติกรรมอีกด้านหนึ่ง ความอยากเปลี่ยนแปลงจึงจะเกิดขึ้นจากภายในของเขาเองได้ครับ ขอบคุณผู้เรียนทุกๆ ท่านที่ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในบรรยากาศคลาสที่เรียบง่าย ด้วยการสอนที่ไม่ลึกแต่ใช้การฟังเชิงลึกค่อนข้างมากในวันนี้ครับ

สร้างจิตสำนึกแห่งความรับผิดชอบและการเป็นเจ้าขององค์กร

คลาสวันนี้หลักสูตร"สร้างจิตสำนึก"อีกครั้งครับ --------------------------------- ผมมีโอกาสสอนหลักสูตรเกี่ยวกับจิตสำนึกหลายหลักสูตร...จึงพอจะตกผลึกวิธีการสอนในมุมของตัวเองที่ใช้หลายแบบดังนี้..... สอนจิตสำนึกด้วยทฤษฎี.....ผู้เรียนได้ความรู้ สอนจิตสำนึกด้วยกิจกรรม....ผู้เรียนได้ความรู้สึก สอนจิตสำนึกด้วยการโค้ช....ผู้เรียนได้การตระหนักรู้ สอนจิตสำนึกด้วยการปฏิบัติจริง....ผู้เรียนได้การประยุกต์ใช้ การสอนหลักสูตรนี้สำหรับวันนี้และวันต่อๆไป...คือการผสมผสานจังหวะและวิธีการให้สอดคล้องกับตัวผู้เรียนให้มากขึ้น...เพื่อให้ได้การตระหนักรู้ตัวเองและเกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไปครับ

จิตวิทยาการขายออนไลน์

ขยายพื้นที่ความปลอดภัย? (Comfort Zone) อีกครั้งตั้งแต่รับโจทย์ กับหลักสูตรจิตวิทยาการขายออนไลน์ยุค 4.0 (Online Selling Psychology) 1. ถามตัวเองว่ารับงานนี้ได้ประโยชน์อะไร? ตอบแล้วจึงมีกระบวนการ - สอบถามความต้องการ...โจทย์ผบห. - ประสบการณ์งานจริง...ซึ่งไม่เกี่ยวมาก - เชื่อมโยงกิจกรรมปัจจุบัน...ลค. ตอบใช่ๆๆ 2.ถามตัวเองต่อว่าถ้าไม่ได้งานจะเป็นอย่างไร? ตอบตัวเองได้แล้วก็จัดการออกแบบหลักสูตรตามที่ได้ยิน - แตกต่างเพราะประสบการณ์ตรง(ไม่มี) - เชื่อมโยงหลักการจิตวิทยา - ผสาน magic world 3.แล้วควรสอนอะไร? แนวทาง?กระบวนการ? ตอบได้ 6 ขั้นตอนแล้วก็ลุยๆๆ 4.หากผลลัพธ์ไม่ok จะรู้สึกอะไรบ้าง? ได้อะไร?เสียอะไร?เรียนรู้อะไร? 5.นักเรียนบอกได้พลังเห็นแสงสว่าง สร้างแผนที่ได้ลางๆ เติมคำในช่องว่างได้มั่นใจขึ้น รู้ว่าต้องกลับไปทำอะไร?คุยกับใคร?หาตรงไหน?

สร้างมาตรฐานงานบริการ ลดข้อขัดแย้ง เพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า

หลักสูตรนี้ ผมยังเชื่อมั่นในกระบวน Training and Group Coaching เพื่อทำให้ผู้เรียน มองเห็น ยอมรับ และอยากเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองครับ ในกระบวนการส่วนตัวผมเชื่อว่า สมาชิกแต่ละท่านมีมาตรฐานงานบริการในแนวทางของตัวเองที่ดีอยู่แล้วครับ ดังนั้นสองวันนี้ผมเลยตั้งใจมาชวนสมาชิก ย้อนกลับไปดูตัวเอง เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในแนวทางของตัวเองได้อย่างมั่นใจ งานบริการเป็นเรื่องของแนวคิดเชิงบวกที่ผู้ให้บริการใช้ในการรักษามาตรฐานงานบริการของตนเอง ให้คงเส้นคงวาอยู่เสมอครับ ส่วนความขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องปกติ ของงานบริการอยู่แล้ว เมื่อมีสิ่งเร้าเข้ามากระทบ ไม่ว่าจะเป็นคน เหตุการณ์ สถานการณ์ ปัญหาต่างๆ ผมชวนผู้เรียนทำกิจกรรมให้เห็ฯว่า ความขัดแย้งเกิดขึ้นได้ทุกสถานการณ์ เพื่อให้รู้จักสังเกตุตัวเอง และให้รู้จักการดึงตัวเองออกจากปัญหาเล่านั้น มามุ่งเน้นที่ การเดินไปข้างหน้า เพื่อให้ความขัดแย้งนั้นจบอย่างเร็วที่สุด ในส่วนของการเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า ผมชวนผู้ฟังเรียนรู้เรื่องของ ระดับการให้ข้อมูลป้อนกลับที่สอดคล้องกับงานบริการของแต่ละท่าน เป็นอย่างไร กับกิจกรรมสนุกๆที่ชื่อว่า เกม"รู้จริงป่าว" สนุกสนานมากครับ ปิดท้ายด้วยการสรุปเรื่องราวทั้งหมด ให้เห็นว่าหากจะเพิ่มคุณค่าให้กับลูกค้า ต้องรู้จักเพิ่มคุณค่าให้ตัวเองก่อน แล้วนั่นจะเป็นการจูงใจให้ลูกค้าเห็นคุณค่าของตนเอง ครบถ้วนกระบวนความสำหรับหลักสูตรนี้ครับ ในส่วนตัวของผมเอง สิ่งที่ได้เรียนรู้เพิ่มเติมการการแลกเปลี่ยนครั้งนี้ คือความมั่นใจที่เพิ่มมากขึ้นครับ การเดินทางในครั้งนี้ยังอีกยาวไกลนัก การพัฒนาตนเองอยู่เสมอเป็นปนิธานของผมในการเปลี่ยนแปลงตนเองครับ ขอบคุณโค้ชเอ กับฟีดแบคระหว่างและหลังการอบรม นั่นทำให้ผมมองเห็ฯตัวเองชัดเจนมากขึ้น และอยากเปลี่ยนแปลงบางอย่าง เพื่อให้เกิดการพัฒนาครับ

วิทยากรมืออาชีพแนวการฝึกอบรม Training and Group Coaching

ใกล้จบโปแกรม TTT สอนแนว Training and Group Coaching 12 วันกันแล้วครับ ทุกคนได้แสดงศักยภาพและความตั้งใจในการนำไปใช้...ทุกคนเริ่มเข้าใจแล้วว่า "ทำไมต้องเรียนกันถึง 12 ครั้ง" ครั้งที่ 8 เราเรียนกันเรื่อง "Strategic Group Coaching" ทำให้สามารถเสริมการสอนแนว Training and Group Coaching เพิ่ม ดีใจที่ผู้เรียน สามารถสอนแนว Group Coaching ได้ทันทีในวันนี้ หากจับหลักการสอน Group Coaching ได้ชัดเจนแล้ว...แนวทางการสอนในกระบวนการโค้ช ที่เป็น Style ตัวเองก็ง่ายขึ้นครับ ครั้งหน้า...พบกับเทคนิค 1:1 Coaching ใน Class ครับ

การสร้างความพร้อมสำหรับพนักงานเลื่อนตำแหน่ง

การเป็นคนมีกรอบความคิดการทำงานแบบ Proactive...ช่วยให้เราอยู่กับเรื่องที่กังวลด้วยความรู้สึกใหม่ได้ครับ คลาสวันผู้เรียนได้มองเห็นกระบวนการ Transform ตัวเองผ่านการขยายขอบเขตอิทธิพล (Comfort Zone) โดยการสร้าง Growth Mindset ของตัวเอง "หน้างานไม่พร้อม แต่ Owner ก็ยังเร่งให้เสร็จ..เครียด" "บอกให้แก้ก็ไม่ฟัง ชอบมีแต่ข้ออ้าง..เบื่อ" "ปรับเปลี่ยนแผนงานรายวัน ทำตามไม่ถูกแล้ว..เซ็ง" กรอบความคิดของการทำงานเชิงรุก (Proactive Working Mindset) ช่วยให้ผู้เรียนพร้อมกลับไปอยู่กับสถานการณ์เดิมๆ(Event)แบบนี้ โดยใช้เทคนิคต่างๆที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ ทักษะการคิดเพื่อจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ การสื่อสารสร้างผลลัพธ์และความสัมพันธ์ การเจรจาต่องรองแบบWIN:WIN การทำงานเป็นทีมเพื่อมุ่งสู่ผลลัพธ์ และนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการ (New Response) เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ใหม่ (New Outcome) ตามเป้าหมายที่กำหนดครับ

สร้างมาตรฐานงานบริการ ลดข้อขัดแย้ง

วันนี้ ได้รับความกรุณาจากโค้ชกังฟู ให้เข้าร่วม co coach ในหลักสูตรที่พี่เค้าบอกว่าเป็นหลักสูตรที่ท้าทาย ข้ามขอบของการเป็นวิทยากรของตัวเองหลักสูตรหนึ่ง จากการสังเกตตลอดทั้งวัน ดูไม่เหมือนการพยายามข้ามขอบ แต่ดูเหมือนโค้ชกังฟูกำลังเรียนรู้ที่จะนำความเป็น expert ด้านผู้นำเกมของตนเอง ประสานกับการที่ต้องเชื่อมั่นในกระบวนการในแบบ Training and Group Coaching ภาพรวมทั้งวันจึงมีความครบรส ทั้งความเงียบในขณะที่ผู้เรียนกำลังคิดเชื่อมโยงกับเรื่องของตนเอง และความสนุกสนานที่ได้คิดด้วยไปพร้อมๆกัน ผมต้องขอยอมรับในสิ่งที่โค้ชกังฟูกำลังทำ ที่ขยายพื้นที่ปลอดภัยของตนเองเข้าสู่อีกพื้นที่หนึ่ง ที่เชื่อว่าจะได้พัฒนาตนเองไปอีกไกลมากๆ (และหาคนมาเทียบได้ยาก) นอกจากบรรยากาศแล้ว ด้วยกระบวนการของโค้ชกังฟูทำให้ผมที่สังเกตุการณ์อยู่วงนอก ได้กลับมาสะท้อนกระบวนการของตัวเองถึงจุดที่ต้องพัฒนาในกระบวนการของตนเอง และความเชื่อมั่นในกระบวนการอย่างที่โค้ชกังฟูมีอย่างสูง ขอบพระคุณโค้ชกังฟู ที่ให้โอกาสได้เข้าร่วม co coach ในครั้งนี้ ในหลักสูตรที่ทั้งผู้เรียน และ co coach อย่างผมได้แง่คิด และได้แนวทางในการเปลี่ยนแปลง mindset และพฤติกรรม ที่จะทำให้ตนเองพัฒนาสู่เป้าหมายของตนเองต่อไป

เทคนิคการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรมและการติดตามผลลัพธ์

เทคนิคการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรมและการติดตามผลลัพธ์ การจัดทำโปรแกรมฝึกอบรมประจำปีเป็นสิ่งสำคัญที่ทางผู้เกี่ยวข้องกับการฝึกอบรมในแต่ละองค์กรต้องจัดทำขึ้น ก่อนการฝึกอบรมในแต่ละปี การจัดทำโปรแกรมฝึกอบรม ผู้จัดทำอาจจะคำนึงถึงคำถาม 3 ด้าน Why(Objective) : เหตุใดจึงต้องฝึกอบรม...การอบรมที่ได้ผลลัพธ์สามารถตอบโจทย์ทิศทางองค์กร หรือ กลยุทธ์ของผู้บริหารเรื่องใดบ้าง ?? How : การจัดทำโปรแกรมฝึกอบรม มีหลักการ เทคนิคอย่างไร และ มีแนวทางการติดตามวัดผลลัพธ์เพื่อไปตอบโจทย์How อย่างไร ?? What : ขั้นตอนกระบวนการ แผนงานระยะเวลาที่จะกำหนด งบประมาณที่เหมาะสม กลุ่มบุคลากรเป้าหมายที่จะเข้ารับการอบรม และสถาบันหรือวิทยากร&โค้ชที่เหมาะสม ... ที่จะต้องทำมีอะไรบ้าง ? วันนี้ทาง สถาบันฝึกอบรมเอ็นเทรนนิ่ง จึงจัดสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ "เทคนิคการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรม" ให้กับกลุ่มHR / ผู้ที่ต้องจัดทำโปรแกรมฝึกอบรมภายใน เพื่อเป็นข้อมูล แนวคิด มุมมอง และเทคนิคที่สามารถนำกลับไปประยุกต์ครับ

เทคนิคการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรม

การจัดทำโปรแกรมฝึกอบรมมีรายละเอียดลึกซึ้งมากครับ ขอบคุณผู้เข้าอบรมทุกๆท่านที่ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทั้งสถานการณ์จริงในการทำแผน ไอเดียทำแผน หรือสถานการณ์เมื่อต้องประสานงานทั้งฝ่ายปฏิบัติงานและผู้บริหาร การจัดโปรแกรมฝึกอบรมเพื่อตอบโจทย์ วิสัยทัศน์ พันธกิจ Core Value และเป้าหมายกลยุทธ์ ความต้องการของผู้บริหาร ทิศทางการเติบโตขององค์กร การสร้างเส้นทางการเติบโตให้กับบุคลากร รูปแบบการอบรมที่มีองค์ประกอบครบทั้ง Skill Set , Mindset และ Tool Set เพื่อสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ดังกล่าว...เป็นการบ้านที่ต้องนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนี้ไปประยุกต์ใช้ครับ

การตอบคำถามผู้เรียนในคลาสแนวการสอน Training and Group Coaching

การตอบคำถามผู้เรียนในคลาสแนวการสอน Training and Group Coaching ในคลาสเมื่อผู้เรียนมีข้อสงสัย อยากรู้และตั้งคำถามกับวิทยากร เราสามารถทำอะไรได้บ้าง ?? 1. ตอบคำถามแบบตรงๆด้วยประสบการณ์และมุมมองของเรา..เพื่อให้ผู้ถามได้แนวคิดเพิ่มเติม Consulting 2. ตอบคำถามด้วยการอธิบายสไลด์ เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคำถามอีกครั้ง..เพื่อให้ผู้ถามเกิดความกระจ่างในเนื้อหานั้นมากขึ้น Teaching&Training 3. ไม่รีบตอบคำถามโดยตรง แต่ใช้หยิบหลักการที่เกี่ยวข้องนำมาเชื่อมโยงและถามกลับเพื่อให้ผู้ถามค้นหาคำตอบด้วยตัวเขาเอง 1:1 Coaching 4. ไม่รีบตอบคำถามโดยตรง แต่clarifyประเด็นให้เป็นคำถามกลาง...แล้วตั้งคำถามกับผู้เรียนท่านอื่นในคลาสเพื่อให้แต่ละคนคิดถึงเรื่องราวของตัวเองที่คล้ายๆกับเรื่องราวของผู้ถาม Group Coaching 5. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนท่านอื่นร่วมแสดงความคิดเห็นกับคำถามของผู้ถามเพื่อให้ได้มุมมองที่หลากหลาย Class Sharing Training and Group Coaching คือการใช้ทักษะการฟังเชิงลึกเพื่อเก็บเบาะแสที่เป็นประเด็นสะท้อนถึง สภาวะโดยรวมของกลุ่มผู้เรียน..กรอบความคิดกลุ่มผู้เรียน..คุณค่าที่เป็นตัวตนโดยรวมของกลุ่ม แล้ววิทยากร&โค้ชใช้คำถามชวนคิด (Mirror) เพื่อให้แต่ละคนคิดถึงสภาวะ กรอบความคิด ความเป็นตัวตนของตัวเองเพื่อเข้าใจ (Mindset) แล้วจึงขยายกรอบความคิดเดิมสู่กรอบความคิดใหม่ (Movement) ครับ

ทักษะการเป็นหัวหน้างานเพื่อการบริหารทีมที่มีประสิทธิภาพ

หัวหน้างานที่ดีคือผู้ที่สามารถสื่อสารและวางแผนบริหารทีม ให้สามารถที่ได้รับมอบหมาย หรือ พาทีมไปสู่เป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผมใช้กระบวนการ Training and Group Coaching เพื่อสร้างการเรียนรู้ผ่านการ มองเห็นตัวเอง ยอมรับตัวเอง และอยากเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง ทักษะสำคัญที่นำมาแลกเปลี่ยน คือ 1.การกำหนดเป้าหมาย (Goal) 2.การวางแผนการทำงาน (PDCA) 3.การสื่อสารข้อความในทีมงาน (Communication) 4.การสั่งงาน และมอบหมายงาน (Delegation) 5.การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ (Problem Solving) 6.การกล้าตัดสินใจ (Decision Making) ไฮไลท์สำคัญของหลักสูตรนี้ ผมยกให้กับกิจกรรม(Communication) ซึ่งผมนำกระบวนการ Powerful Game Coaching มาใช้ครับ เวลาที่เราสื่อสาร เคยสังเกตุตัวเองบ้างมั้ย ว่าเราสื่อสารอย่างไร เวลาที่เรารับสาร เคยสังเกตุมั้ยว่าเราชอบและเข้าใจการสื่อสารแบบไหน เวลาถ่ายทอดข้อความหรือสั่งงาน เราสังเกตุผู้รับสารบ้างหรือไม่ว่า เข้าใจหรือไม่เข้าใจ หงุดหงิดหรือมีข้อสงสัย กับการถ่ายทอดของเราบ้างรึเปล่า กิจกรรมนี้ เน้นให้สังเกตุตัวเอง เพื่อเข้าใจผู้อื่น นั่นจะทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้นแน่นอนครับ ขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มาร่วมเรียนรู้ในครั้งนี้ครับ เป็นกำลังใจให้กับทุกการเปี่ยนแปลงของหัวหน้างานทุกท่านครับ