ร่วมเดินทางด้วยกัน ตอนที่ 12

  โดยทีมงานเอ็นเทรนนิ่ง     24 มีนาคม 2557     353     0

  หน้าแรก    ห้องสมุดเอ็นเทรนนิ่ง    ร่วมเดินทางด้วยกัน    ร่วมเดินทางด้วยกัน ตอนที่ 12

ตารางความสัมพันธ์ของคนเรากับเวลา ดูช่างไม่สอดคล้องเอาซะเลย ทำไมผมจึงบอกเช่นนั้นรึครับ นั่นก็เพราะ “หลายต่อหลายคนมีเวลาอย่างเหลือเฟือ อีกหลายต่อหลายคนกลับไม่มีเวลา หลายต่อหลายคนรู้ว่าเวลามีค่าแต่กลับทำได้แค่เพียงมองดูเวลาค่อยๆเดินลับจากไป และหลายต่อหลายคนไม่รู้เลยว่าเวลานั้นมีค่าอย่างไร” เหล่านี้คือการปฏิบัติบางสิ่งบางอย่างในสิ่งหรือเรื่องเดียวกัน

ท่านเคยถามตนเองไหมครับว่า “เราใช้เวลาให้ล่วงเลยผ่านไปโดยที่เราเองก็ไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์ใดขึ้นมา” แล้วเรานั้นรู้สึกอย่างไร “เฉยๆ, ไม่เห็นจะมีอะไรที่ต้องกังวลเลยนี่, ไว้ทำครั้งหน้าก็ไม่สายนี่, อย่าไปใส่ใจนักเลย, ก็รู้ว่ามันมีประโยชน์ แต่ก็ไม่เห็นต้องรีบทำเลยนี่, เวลายังมีอีกเยอะ, เวลามันน้อยก็ไม่ต้องไปเสียเวลาทำ และอื่นๆอีกมากมาย” ในสมัยก่อนเมื่อเทียบกับวันนี้ ผมเองในวันนั้นก็เป็นประเภทคนที่รู้ว่าเวลานั้นมีค่า แต่ก็มักจะปล่อยให้เวลาที่มีค่าในเรื่องต่างๆนั้นล่วงเลยผ่านไปอย่างที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย และนับครั้งไม่ถ้วนที่แต่ละเรื่องราวก็ผ่านไป วันเวลาผ่านไปจนกระทั่งผมได้เห็นถึงความแตกต่างในบางสิ่งจากคำถามที่ผมเองก็ได้ถามกับตนเองมาตลอดว่า “จริงๆแล้ว ที่ผ่านมาผมนั้นไม่เคยรับรู้เลยว่าเวลานั้นมีค่าต่อตัวผมและผู้คนรอบข้างผมแค่ไหน ผมรู้แต่ไม่เคยเข้าใจ ผู้คนมากมายบนโลกใบนี้ก็เช่นกัน รู้ว่าเวลานั้นมีค่า แต่ไม่เข้าใจว่าเวลานั้นมีค่าอย่างไรต่อตนเองและผู้คนรอบข้าง ครั้นเมื่อรู้แล้วว่าเวลานั้นมีค่า เข้าใจว่าเวลามีค่าอย่างไรแล้ว ที่เหลือก็คือการปฏิบัติต่อเวลาที่ตนเองมีอยู่” การปฏิบัติตรงนี้แหละที่คนจำนวนไม่น้อยไม่สามารถทำได้อย่างง่ายดาย เพราะไม่เคยฝึกฝนการปฏิบัติในคุณค่าของเวลาที่มี เรื่องหลายเรื่องที่เราต้องเรียนรู้ผลลัพธ์ของเวลาที่จะเกิดขึ้นในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง การงาน การเงิน การใช้ชีวิตประจำวัน การมีชีวิตอยู่กับคนรอบข้าง รวมไปถึงการล่วงรู้เวลาต่างๆ ของตนเอง

การเรียนรู้คุณค่าของเวลาจึงเป็นศาสตร์ที่ผมใช้เวลาศึกษามาไม่น้อยกว่าสิบปีขึ้นไป เพื่อให้ล่วงรู้ว่า “ทำไมคนเราจึงมักมีเหตุผลมากมายกับเวลาที่ยังมีอยู่เสมอ แต่กลับไม่ต้องการใช้เหตุผลอะไรมากกับเวลาที่มันสูญเสียไปแล้ว ทั้งๆที่ก็รู้อยู่แก่ใจว่าเวลามิอาจหวนคืนกลับมาได้อีก”

ดังนั้นองค์ประกอบสามสิ่งที่จะทำให้คนๆหนึ่งได้เรียนรู้คุณค่าของเวลาจริงๆนั่นก็คือ
1. การเรียนรู้คุณค่าของเวลา
2. การเข้าใจในคุณค่าของเวลา
3. การฝึกฝนปฏิบัติต่อเวลาที่มีอยู่ในขณะนั้น

องค์ประกอบสามสิ่งนี้จะช่วยให้คนๆหนึ่งใช้เวลาที่มีอยู่ ไม่ว่าเวลาที่มีจะมากหรือน้อยก็ตาม สิ่งหรือเรื่องที่ทำออกมา จะเป็นผลลัพธ์ที่มีค่าอย่างมากในช่วงเวลานั้นๆ และที่สำคัญ หากเมื่อเวลาได้ผ่านล่วงไปและเราได้มองย้อนไปในวันนั้น เราจะไม่เสียใจเลยกับสิ่งที่เราได้ทำไป ไม่ว่าผลลัพธ์นั้นจะออกมาดีหรือไม่ก็ตาม

ผมมีเรื่องเล่าของผมเองอยู่เรื่องหนึ่ง ที่ในบางงานอบรมผมจะนำเรื่องเวลานี้ขึ้นมาเล่าให้ผู้เรียนฟัง เมื่อสมัยที่ผมกำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มหาวิทยาลัยนี้ต้องใช้เวลาสอบถึงสามวันเต็ม ผมก็เดินทางไปสอบตามปกติ ในวันแรกที่ไปสอบ เพียงแค่สามสิบนาทีแรกผมก็รู้ตัวเองแล้วว่า ผมทำข้อสอบนี้ไม่ได้ จะว่าไปก็รู้ในทันทีเลยว่า ผมคงจะสอบเข้าที่นี่ไม่ได้แน่นอน เมื่อการสอบวันแรกผ่านไป ผมกลับมาที่บ้านและบอกกับคนที่บ้านว่า “ผมทำข้อสอบไม่ได้เลย และผมคงจะไม่ไปสอบในวันที่สองและสามแล้ว เพราะเสียเวลา รู้ตัวอยู่แล้วว่าสอบไม่ได้แน่” คนที่บ้านบอกผมกลับมาว่า “ให้ผมไปสอบ สอบให้ครบทั้งสามวันเต็ม ทำข้อสอบไม่ได้ทั้งสามวัน ก็ต้องไปสอบให้ครบทั้งสามวัน เพื่อเหตุผลเดียวในอนาคตที่จะเกิดขึ้นก็คือ”

ในอนาคต เมื่อวันเวลาผ่านล่วงไป แล้วผมย้อนมองกลับไปดูตนเองในอดีต ผมก็จะไม่ต้องเสียใจกับสิ่งที่ผมได้ทำไปในวันนั้น เพราะผมได้ทำมันอย่างดีและเต็มที่ที่สุดแล้ว ถึงแม้จะรู้ดีว่าผมทำข้อสอบไม่ได้ แต่สิ่งที่ผมทำได้ในเวลานั้นก็คือ การเอาชนะความท้อแท้และก้าวเดินไปสอบจนครบสามวันเต็ม

ในวันนี้ เรื่องราวต่างๆมากมายที่ผมทำมันอย่างเต็มที่เท่าที่เวลาจะพึงมีให้ และเมื่อเวลาล่วงผ่านไป ก็ไม่มีอะไรที่ผมจะต้องเสียใจต่อให้เรื่องนั้นผมจะทำมันไม่สำเร็จก็ตาม แต่ในบางครั้งผมกลับภูมิใจด้วยซ้ำไปว่า ถึงแม้จะไม่สำเร็จ แต่ผมก็ทำมันอย่างเต็มที่ที่สุดจนวินาทีสุดท้าย เพราะผมรู้ว่าวินาทีตรงนั้นมันจะไม่หวนคืนกลับมาอีกแล้ว และในวันนี้ ผมเองนั้นมีเวลาให้กับทุกท่านอย่างสบายๆ ทั้งๆที่ผมเองก็ต้องง่วนอยู่กับงานและเรื่องอื่นๆในชีวิตไม่น้อยไปกว่าทุกท่าน แต่เพราะผมได้ทำองค์ประกอบสามสิ่งนี้จนครบแล้ว หากท่านใดที่ต้องการเวลาจากผมเมื่อใด ผมเองก็มีเวลาเหลือเฟือให้กับท่านเช่นกัน

ถ้าท่านอยากจะมีเวลาอย่างเหลือเฟือในการที่จะกระทำสิ่งต่างๆมากมายในชีวิต จงทำองค์ประกอบสามสิ่งนี้ให้ครบ แล้วท่านจะพบว่าเวลาของท่านมีอย่างเหลือเฟือ และท่านก็ไม่ต้องบอกกับไครๆอีกแล้วว่า “ไม่มีเวลาเลย ช่วงนี้ไม่ได้คุยกับใครเลย ช่วงนี้ไม่ได้ไปไหนเลย มีแต่ยุ่งกับงานอย่างเดียว ฯลฯ”

ในตอนหน้าผมจะชวนคุณร่วมเดินทางกันต่อไปกับเรื่องของ “มิติการมองเห็น” มิติการมองเห็นของแต่ละคนไม่เท่ากัน กระบวนการมองเห็นเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำงานและการใช้ชีวิตในแง่ต่างๆ ดังนั้น เรามาพบกันต่อในตอนที่ 13 กันครับ

แสดงความคิดเห็น