สมองต้องการคำชม

หน้าแรก / ห้องสมุดเอ็นเทรนนิ่ง / หมวด การปลุกสมองสร้างผลงาน / สมองต้องการคำชม

  โดยทีมงานเอ็นเทรนนิ่ง     22 พฤษภาคม 2562     539     0

ทุกวันนี้ในองค์กรของเรา ตัวเราเองมีเพื่อนร่วมงานที่ดีมากน้อยแค่ไหนครับ เรารู้สึกไหมครับว่า เพื่อนร่วมงานของเราล้วนมีศักยภาพ แต่ละคนต่างมีข้อดี มีจุดแข็งของตนเอง รวมถึงตัวเราเอง ก็เป็นหนึ่งในกลุ่มยอดฝีมือเหล่านั้นอย่างภาคภูมิใจ ดูแล้วน่าจะเป็นทีมงานในฝันของเราทุกคนเลยทีเดียว แล้วความเป็นจริง เป็นอย่างนั้นหรือไม่

แม้ว่าเราจะรู้ว่าการชื่นชมกันเป็นสิ่งที่ดี แต่ทำไมหลายๆ ครั้ง เรามักชอบลืมการชื่นชมกับความสามารถของคนอื่นๆ โดยไม่รู้ตัว ทำไมหลายๆ คนในที่ทำงานเรา ชอบตำหนิ ชอบนินทาคนอื่นๆ ให้เราได้ยิน หรือหลายๆ ครั้ง เราเองนั้นแหละ กลับกลายเป็นเหยื่อของวงสนทนาเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว

ก่อนที่จะไปถึงการชื่นชมคนอื่นๆ ต้องถามว่า เราเคยชมตัวเองกันบ้างไหมครับ บางที สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถชมคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างได้ ก็เพราะเรายังไม่สามารถชื่นชม และเห็นคุณค่าของตนเองได้มากพอ

เนื่องจากสมองของเราไม่ชอบการถูกเปรียบเทียบสถานะ (Status) กับคนอื่นๆ โดยเฉพาะถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว ทำให้สถานะของเราต่ำกว่าในเรื่องนั้นๆ ดังนั้นหากเป็นไปได้ วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการสร้างคุณค่าในตนเอง คือ การที่เราสามารถสร้างคุณค่าในตนเองได้โดยไม่ต้องอาศัยคำชมจากผู้อื่น เราสามารถสร้างสถานะที่เราพึงพอใจได้ โดยไม่ต้องเปรียบเทียบสถานะของเรากับใครได้หรือไม่

แล้วถ้าเราไม่สามารถชื่นชมตนเอง ไม่สามารถรู้คุณค่าในตนเองจะเกิดอะไรขึ้น สมมติ เรากับเพื่อนร่วมงานสักคนมีสถานะใกล้เคียงกัน หากเราอดเปรียบเทียบกับเพื่อนร่วมงานคนนี้ไม่ได้ สมองเราก็จะเริ่มหาหนทางที่จะทำให้สถานะของเราสูงกว่าอีกคน คิดว่าเราจะใช้วิธีไหนกันครับครับ

ในเมื่อสถานะของเราคงที่ เราก็จะสามารถมีสถานะที่สูงกว่า เราจะเอาชนะเขาได้ ก็ต่อเมื่ออีกฝ่ายมีสถานะที่ต่ำลง ดังนั้น อย่าแปลกใจว่าทำไม หลายๆ คนในองค์กรของเราจะชอบจับผิดกัน ชอบมองที่ข้อเสียมากกว่าการจะมองข้อดีของอีกฝ่าย เพราะการมองข้อดี อาจยิ่งกลายเป็นการทำให้สถานะของอีกฝ่ายสูงขึ้นอีก จนอาจทำให้เรารู้สึกต่ำกว่า เพราะการมองข้อเสีย ทำให้เรารู้สึกว่าสถานะในเรื่องนั้นของเราสูงกว่าเขา เราจึงยังมักเห็นหลายต่อหลายคนชอบมองข้อเสียมากกว่าข้อดีของคนอื่นๆ

ดังนั้น แทนทีเราจะชื่นชมกัน ก็จะหันมาจับผิด เพื่อตำหนิ ต่อว่า นินทาลับหลังกันและกัน ส่งผลในแง่การลดสถานะ ลดคุณค่า ของอีกฝ่าย แล้วไปบั่นทอนความมั่นใจ ความกล้าแสดงออก และการตัดสินใจตามมา นอกจากนี้ พฤติกรรมดังกล่าว ยังทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์ (Relation) ทำให้ขาดยอมรับ ขาดการไว้วางใจ จนอาจไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ในที่สุด

และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ล้วนทำให้สมองส่วนคิดของเราทำงานน้อยลง ต้องอาศัยสมองส่วนอารมณ์ในการตอบสนองซึ่งกันและกัน และมักเป็นอารมณ์เชิงลบเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่ทำงานหลายๆ ที่ จึงดูไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับใครหลายๆ คน

เราจึงเห็นคนหลายๆ คน ต้องมาหาพื้นที่ที่เขาจะได้รับคำชื่นชม และพื้นที่หนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ในโลกออนไลน์ กลายเป้นว่า คนบางคนที่เหมือนจะเป็นพนักงานธรรมดา ได้แต่ทำงานไปวันๆ กลับสามารถแสดงศักยภาพของเขาได้เต็มที่ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความกล้าแสดงออก เหมือนกลายเป็นคนอีกคนหนึ่ง เพื่อให้ได้รับความชื่นชมจากใครต่อใครก็ตาม ทั้งๆ ที่บางคนอาจจะไม่เคยรู้จักกันจริงๆ เสียด้วยซ้ำ แล้วทำอย่างไร จะทำให้เขาสามารถแสดงความสามารถ และทุ่มเทในงานจริงๆ ได้ในแบบเดียวกัน

ดูเหมือนว่า แค่คำพูดไม่กี่คำ ก็ส่งผลต่อความคิดของเรา ทำให้เราเลือกว่าจะใช้สมองส่วนไหน คำพูดไม่กี่คำ จึงอาจส่งผลกระทบที่รุนแรงต่ออารมณ์ของเรา และสุดท้าย อารมณ์ก็จะมาเป็นตัวกำหนด พฤติกรรม และผลงานของเราตามมา

แล้วถ้าอยากให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ตัวเราเองจะเลือกใช้คำพูดแบบไหน เป็นไปได้ไหม

ถ้า เราจะสามารถชื่นชมสถานะของตัวเราเอง เพื่อให้เราไม่เผลอไปกดสถานะของคนอื่น
ถ้า เราสามารถชื่นชมคนอื่นๆ เพื่อให้เขามีสถานะสูงขึ้น เขาจะได้ไม่ต้องคอยไปจับผิดเพื่อนร่วมงาน คิดว่าเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเรา และทีมของเราได้สักแค่ไหนครับ

Keyword ที่เกี่ยวข้อง  การเปลี่ยนแปลงสร้างความสัมพันธ์สมอง

แสดงความคิดเห็น