[บทความ] I will survive

หน้าแรก / ห้องสมุดเอ็นเทรนนิ่ง / หมวดการพัฒนาตนเอง / I will survive

  โดยทีมงานเอ็นเทรนนิ่ง     26 กันยายน 2561     136     0

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่านครับ ครบรอบเดือนก็มาทักทายกันสักครั้งหนึ่งถือเป็นกิจวัตรประจำของผมอีกหนึ่งอย่าง จะว่าใหม่ก็ไม่ใช่เนื่องจากเคยเขียนบทความลง Blog ของตัวเองอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ก็ร้างลามานานพอสมควรเนื่องจากติดภารกิจที่สำคัญมากมายรวมทั้งเสพติด face book ร่วมด้วย นึกแล้วก็เสียดายเวลาและพฤติกรรมก็เปลี่ยนไปจนคนรอบข้างบอกว่าให้ไปปรึกษาศูนย์ผู้ต้องการเลิกสิ่งเสพติดได้แล้ว เพราะเห็นมีเวลาว่างทีไรเป็นต้องเข้า Face book ทุกที และดูเหมือนจะถี่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ใช่จะมีแต่ข้อเสียนะครับข้อดีก็มีขึ้นอยู่ที่ผู้ใช้ต้องเลือกใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด อะไรที่เป็นพิษโทษภัยเราก็ต้องรู้จักกรองทิ้ง ใช้เป็นช่องทาง update ข้อมูลข่าวสารและสื่อสารกันภายในกลุ่มและอื่นๆที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานได้ การได้กลับมาเขียนบทความอีกครั้งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีครับ ที่ขึ้นหัวบทความไว้ว่า I will survive! ก็เพราะก่อนที่จะเริ่มเขียนบทความมีสิ่งที่อยากจะเขียนอยากจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังมากมายจนเลือกไม่ถูกเลยครับ จะเขียนเรื่องอะไรก่อนดี การมีเรื่องเยอะๆก็ดีไปอีกแบบครับอย่างน้อยผมก็มีสต๊อกบทความไปอีกหลายเดือน แต่ข้อเสียคืออยากเขียนอยากเล่าทุกเรื่องจนเลือกไม่ถูกเลย ก็พอดีได้ยินเสียงเพลงขับกล่อมสร้างบรรยากาศให้ดูมีชีวิตชีวาบ้างท่ามกลางสายฝนยามเย็น เพลงที่พูดถึงก็คือ เพลง I will survive ที่ต้นตำรับร้องโดย Gloria Gaynor ศิลปินนักร้องหญิงผิวสีที่มีเนื้อเพลงและจังหวะที่ค่อนข้างเร็วเร้าใจ สาระของเพลงก็ให้ข้อคิดและให้กำลังใจกับคนที่เคยพลาดผิดหวังแทบเอาชีวิตไม่รอดได้ดีทีเดียว แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ในเนื้อเพลงจะมีคำว่า I will survive อยู่หลายช่วงด้วยกัน ซึ่งบางคนอาจมองว่าเป็นท่อนสร้อย แต่สำหรับผมๆเห็นว่าเป็น key word ที่สำคัญที่เพลงต้องการสื่อออกมา

I will survive ประโยคนี้ทำให้ผมนึกไปถึงประเด็นหนึ่งที่เราทุกคนต้องตระหนักเสมอคือ ความอยู่รอด ยิ่งในกระแสปัจจุบันที่ความอยู่รอดเป็นสิ่งที่พวกเรากำลังเป็นกังวลกันอยู่แทบทุกลมหายใจ โดยเฉพาะบรรดาธุรกิจน้อยใหญ่ต่างๆ ด้วยความกลัวต่างๆที่ถาโถมเข้ามาจากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างมากมายในอนาคต ใช่ครับผมกำลังพูดถึงการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (Asian Community) ที่ในสังคมไทยเกือบจะทุกภาคส่วนยังมีความเข้าใจกันอย่างไม่ถูกต้องนักในหลายประเด็น ส่วนใหญ่ยังมีกระบวนทัศน์ที่ไม่ถูกต้อง แต่คราวนี้ผมจะยังไม่กล่าวถึงครับ เอาไว้เป็นวาระต่อๆไปจะดีกว่าครับ คราวนี้สิ่งที่ผมจะมาเล่าสู่กันฟังก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับความอยู่รอดเช่นกัน แต่เป็นความอยู่รอดของพวกเราเหล่ามนุษย์ทำงานในศตวรรษที่ 21 ที่ยุคสมัยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคแห่งการแข่งขันกันด้วยภูมิปัญญาและ ความคิดสร้างสรรค์แทนที่ทรัพยากรที่จับต้องได้อื่นๆเฉกเช่นในอคีตหลายทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งถ้ามนุษย์ทำงานไม่เปลี่ยนแปลงปรับตัวเองก้าวให้ทันก็สูญพันธุ์แน่ครับ ผมบังเอิญไปได้บทความเกี่ยวกับทักษะที่จำเป็นสำหรับการอยู่รอดในยุคนี้จากเว็บไซต์แห่งหนึ่ง เขากล่าวถึงทักษะ 5 อย่างที่ผู้อยู่รอดจะต้องพัฒนาขึ้นให้มีอยู่ในตัวเองสำหรับการทำงานและใช้ชีวิตในยุคที่เรียกว่า “Conceptual Age” เรามาดูกันครับว่าทักษะสำคัญทั้ง 5 อย่างนี้มีอะไรบ้าง

ในบทความนั้นกล่าวไว้ว่าในอนาคตคนที่สามารถใช้สมองซีกขวาได้อย่างชำนาญกว่าจะเป็นผู้กำหนดออกแบบอนาคต ซึ่งเชื่อกันว่าผู้ที่สามารถใช้สมองซีกขวาได้ดีกว่าจะมีจินตนาการเหนือกว่าบางครั้งเรียกว่ามีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า ในขณะที่คนถนัดใช้สมองซีกซ้ายจะเชี่ยวชาญในการคำนวณวิเคราะห์ แต่อย่างไรก็ตามต่อไปทุกคนจะต้องทำให้ตัวเองถนัดใช้สมองทั้งสองซีกให้เท่าเทียมกันครับ ใครด้อยซีกไหนก็พัฒนาซีกนั้นหากต้องการอยู่รอด ด้วยความคิดดังกล่าวนี้บวกกับการเปลี่ยนแปลงในสิ่งต่างๆรอบตัวเราทั้งในเรื่องของธุรกิจและอื่นๆที่เราๆท่านๆสามารถสังเกตเห็นได้จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่าอนาคตเป็นยุคแห่งแนวคิดหรือ Conceptual Age ซึ่งเหล่ามนุษย์ทำงานที่ต้องการจะไต่เต้าไปสู่ดวงดาวจะต้องมี 5 ทักษะสำคัญจึงจะไปถึงฝั่งฝันได้แค่ความรู้ทักษะความสามารถและใบปริญญาไม่เพียงพอแล้วครับ ซึ่งเชื่อกันว่าทักษะเหล่านี้เป็นหัวใจสำคัญที่เกี่ยวโยงกับสมองซีกขวา และเป็นสิ่งที่บริษัทองค์กรชั้นนำต่างๆมองหาจากพนักงานของตนและผู้ที่มาสมัครงาน โดยยอมรับกันว่าพนักงานที่ดีที่สุดแห่งอนาคตกาลจะต้องเป็นเลิศในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์และคิดได้อย่างแตกต่างแปลกใหม่ สังเคราะห์แนวทางแก้ปัญหาใหม่ๆหรือวิธีการใหม่ๆในการทำงานจากความหลากหลายของสิ่งที่มีอยู่ รวมทั้งใช้นามธรรมสัญลักษณ์เชิงจินตภาพมานำเสนอและคิดสรรค์แนวคิดใหม่ๆแม้บริบทต่างๆจะยังไม่เคยมีจริงในขณะนั้นก็ตาม

สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับคือ ความก้าวหน้าในปัจจุบันด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการเข้าถึงหรือครอบครองสารสนเทศ ในองค์กรระดับเดียวกันเริ่มมีความทัดเทียมกันมากขึ้น ดังนั้นความได้เปรียบในการแข่งขันจึงมาจากความสามารถในการกลั่นสารสนเทศที่มีอยู่ออกมาใช้ประโยชน์ใครทำได้มากกว่าดีกว่าและเร็วกว่าก็จะได้รับชัยชนะ ซึ่งได้มาจากการเชื่อมระหว่างผลผลิตของสมองซีกซ้ายเข้ากับผลผลิตของสมองซีกขวาให้เป็นรูปธรรม ทักษะที่จะเป็นสะพานเชื่อมนี้ประกอบด้วย 5 ทักษะหลักที่สำคัญ ได้แก่

1. การมีความสามารถในการสร้างจินตภาพในเชิงยุทธศาสตร์ เกี่ยวกับอนาคต กล่าวคือเป็นความสามารถในการเห็นภาพในอนาคตที่ชัดเจนรวมทั้งเห็นถึงแนวทางที่จะทำให้ภาพฝันนั้นเป็นจริงได้ด้วย ที่ผ่านมามนุษย์ทำงานมักจะเห็นเพียงปัจจุบันหรืออนาคตอันใกล้เท่านั้น อาจจะเป็นเพราะภาระกิจมากมายในแต่ละวันรวมทั้งขอบเขตของการทำงานที่จำกัดความคิดอยู่ในมุมแคบๆความจำเจเดิมๆจนทักษะในการเห็นถึงอนาคตจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงที่เกิดในปัจจุบันและอาจจะมีขึ้นในอนาคตอ่อนพลังลงหรือสูญสิ้นไป แต่ผู้คิดจะอยู่รอดจะต้องเรียนรู้พัฒนาทักษะนี้ให้เกิดขึ้น ซึ่งก็ทำได้หลายวิธีการ เช่น การฝึกสร้างสถานการณ์ (Scenario) พยากรณ์อนาคตเกี่ยวกับธุรกิจหรืออุตสาหกรรมที่ตนเองทำงานอยู่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เช่น ในปี 2020 บริบทของธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรได้บ้าง และควรจะเตรียมรับสถานการณ์แต่ละอย่างไว้อย่างไร

2. มีความสามารถในการตั้งคำถามที่ขยายโลกทัศน์ให้ก้าวไกล ที่ช่วยให้เราคิดในมุมมองใหม่ๆที่แตกต่างไปจากเดิมๆหรือที่คนอื่นๆทั่วไปคิดกัน เช่น เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับความสามารถในการทำกำไรของกิจการ บุคลากรในธุรกิจสถานพยาบาล ทั่วไปแล้วอาจจะตั้งคำถามเกี่ยวกับวิธีการรักษาพยาบาลให้มีคุณภาพเป็นเลิศหรือเชี่ยวชาญในการรักษาโรคเฉพาะบางอย่างเพื่อสร้างจุดขายให้กับตนเอง แต่หากคิดแบบขยายโลกทัศน์ อาจจะตั้งคำถามที่แปลกใหม่ถ้าไม่มีลูกค้ามาใช้บริการรักษาโรคที่สถานพยาบาลเลยล่ะ ปรากฎการณ์นั้นจะเป็นจริงเพราะเหตุใดได้บ้าง ซึ่งอาจจะได้คำตอบว่าเพราะบริการไม่ดี ผู้มารับการรักษาแล้วไม่หายหรือตาย หรืออาจจะเป็นได้ว่าไม่มีใครป่วยเลยจึงไม่มีใครมาใช้บริการรักษาโรค ซึ่งอาจจะทำให้ปิ๊งไอเดียที่เป็นโอกาสใหม่ๆ เช่น บริการสร้างเสริมสุขภาพ เป็นต้น การพัฒนาต้นพัฒนาทักษะการตั้งคำถามแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากครับ เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนช่างสงสัยก่อนครับ แล้วลองใช้คำถามประเภท “สมมติว่า...” หรือ “What…if” เพื่อกระตุ้นต่อมคิดครับ หรืออาจจะหัดมองแบบตรงกันข้ามกับสิ่งที่เป็นจริงอยู่ในขณะนั้นๆก็ได้ครับ หัดให้ชำนาญครับแล้วจะแปลกใจตัวเองครับว่ากลายเป็นคนช่างคิดไปได้อย่างไร และความคิดที่แปลกใหม่แตกต่างเหล่านั้นอาจจะนำไปสู่ไอเดียใหม่ๆที่จะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับธุรกิจก็ได้

3. มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ กล่าวคือให้ลองหาวิธีการแก้ปัญหาในรูปแบบใหม่ๆ ไม่ติดยึดกับวิธีการเดิมๆหรือที่โดยทั่วไปนิยมกัน เพราะถ้าใช้วิธีการเดิมๆผลที่ได้ก็ไม่แตกต่างไปจากเดิมครับ แต่หากใช้วิธีใหม่ๆโอกาสที่จะได้มากกว่าหรือดีกว่าก็เป็นไปได้ครับ แต่พื้นฐานที่สำคัญของการแก้ปัญหาก็ยังละเลยไม่ได้นะครับ ทั้งเรื่องการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผลหรือ Logical และการคิดอย่างเป็นระบบหรือ System thinking เพียงให้เติมความสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาเข้าไปด้วย ด้วยการคิดทางเลือกของวิธีแก้ปัญหาที่แตกต่างกันไปหลายๆแนวทาง วิธีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์แบบง่ายๆวิธีการหนึ่งที่ทุกท่านสามารถฝึกได้ในชีวิตประจำวัน คือ การมองสิ่งต่างๆรอบตัวแล้วคิดต่อสิ่งเหล่านั้นในมุมมองใหม่ๆด้วยสายตาของเด็กที่ไม่เคยรู้จักสิ่งเหล่านั้นมาก่อนเลย แล้วจินตนาการดูว่าสิ่งเหล่านั้นคืออะไร มีไว้เพื่ออะไร อรรถประโยชน์คืออะไรได้บ้าง หรืออาจจะนำสิ่งที่อยู่รอบๆตัวของเรามาใช้ประโยชน์ในรูปแบบที่แตกต่างออกไปก็ได้ครับ ประมาณเกือบ 30 ปีที่แล้ว หากท่านผู้อ่านบางท่านที่เกิดทันหรือเคยได้ยินได้ชมภาพยนตร์ซีรีเรื่องหนึ่งคือ MacGyver ตัวเอกของภาพยนตร์เป็นตัวอย่างที่ดีของนักแก้ปัญหาแบบสร้างสรรค์ที่สามารถหยิบใช้สิ่งที่อยู่รอบตัวเพื่อนำมาแก้ไขสถานการณ์ปัญหาเฉพาะหน้าเอาตัวรอดได้เป็นอย่างดี พวกเราก็เป็นอย่างนั้นได้ครับหากได้ฝึกฝนกันบ่อยๆ

4. มีความสามารถปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลง เป็นที่ทราบดีว่าการเปลี่ยนแปลงได้ทวีอัตราเร่งมาอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านั้นมันเป็นไปอย่างเชื่องช้า ตัวอย่างที่ชัดเจนหนึ่งคือเรื่องการสื่อสารคมนาคม พสกเราลองดูสิครับว่าเราเคยผ่านช่วงเวลาที่ใช้โทรศัพท์แบบมีสายหรือโทรศัพท์พื้นฐานมานานเท่าไหร่ครับ จากระบบหมุนแป้นตัวเลขไปสู่ระบบแป้นสัญญาณ DTMF แบบกดปุ่ม หลายสิบปีเลยครับ แต่เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมาระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้เปลี่ยนโฉมไปมากมายจากระบบ Analog สู่ 4G ด้วยเวลาไม่ถึง 10 ปี ขนาดเล็กลงเรื่อยๆ วิธีใช้งานที่คาดไม่ถึง รวมทั้งยังคอนเวอเจนท์กับเทคโนโลยีอื่นๆจนกลายเป็นอุปกรณ์เอนกประสงค์ไปแล้ว (Multi-purpose Device) การสร้างทักษะการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงในอีกมุมมองหนึ่งก็คือการเตรียมความพร้อมหากมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นหรือในด้านบริหารจัดการเรียกว่าการบริหารจัดการความเสี่ยง โดยการเตรียมความพร้อม การมีแผนสำรองต่างๆไว้หลายๆแผนด้วยการวิเคราะห์สถานการณ์ที่หลากหลายที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อให้เราสามารถปรับตัวได้ทัน ในเมื่อเป้าหมายในงานและในชีวิตของเราชัดเจนแล้วและต้องสำเร็จให้ได้ การเปลี่ยนแปลงก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแน่นอน การที่จะสำเร็จตามเป้าหมายหรือไม่นั้นผู้ที่พร้อมกว่าบริหารความเสี่ยงได้ดีกว่ายอมประสบความสำเร็จมากกว่าครับ

5. มีความสามารถในการฟื้นตัวได้รวดเร็ว กล่าวคือ ล้มแล้วลุกได้เร็ว ไม่ติดยึดหรือจมอยู่กับความล้มเหลว ซึ่งตรงนี้หัวใจสำคัญคือต้องคิดบวก Positive thinking แม้จะมีข้อจำกัดอยู่มากมาย เช่น ความไม่พร้อมในสิ่งต่างๆหรือสูญเสียอะไรที่สำคัญต่อการทำงานหรือดำเนินชีวิตไปบ้าง แต่ก็ต้องค้นหาวิธีการที่จะฟื้นคืนชีพให้เร็วที่สุดบนพื้นฐานที่จำกัดนั้น หลายๆท่านอาจจะนึกไปถึงช่วงปีที่ผ่านมาซึ่งเราประสบมหาอุทกภัยจนหลายกิจการต้องหยุดดำเนินการไป แต่ภายหลังเหตุการณ์ผ่านพ้นเราก็จะเห็นว่ามีบางกิจการที่กลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่บางกิจการกลับยังไม่สามารถเริ่มดำเนินงานได้แม้ว่าความเสียหายจะไม่ต่างกันนักก็ตาม ซึ่งมนุษย์ทำงานก็ไม่ต่างกันบางคนพลาดแล้วกลับตัวได้รวดเร็ว บางคนก็ถลำลึกจนเยียวยาได้ยาก การเริ่มพัฒนาทักษะนี้ก็คงต้องคิดเพิ่มคิดต่อเป็นสิ่งที่จะต้องทำต่อเนื่องจากการพัฒนาทักษะในข้อ 4 ครับ ให้คิดว่าหากมีอะไรพลาดหรือล้มเหลวแล้วจะหยุดความเสียหายด้วยวิธีการใด แล้วจะเริ่มต้นใหม่อย่างไร กล่าวคือ มีแผนรองรับไว้ครับ ถึงเวลาเกิดขึ้นจริงๆจะได้ไม่ต้องจิตตกหรือมืดแปดด้านทำอะไรไม่ถูก ถ้ามีแผนไว้แล้วก็แค่กางแผนแล้วเดินหน้าได้เลย

ที่เล่าสู่กันฟังนี้ก็อยากจะแบ่งปันและชวนท่านผู้นำผู้บริหารองค์กรต่างๆรวมทั้งมนุษย์ทำงานทั้งหลายที่ปรารถนาความสำเร็จในงานและชีวิตให้ได้ลองเอาไปคิดและประเมินตัวเองและองค์กรของท่านครับ ตรงไหนยังอ่อนก็เพิ่มยังด้อยก็เสริมเพราะเป้าหมายของพวกเราชัดเจนครับว่าต้องรอดชีวิตมุ่งสู่เป้าหมายในยุคแห่งสงครามปัญญาให้ได้ครับ “I will survive.” ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวนะครับแล้วพบกันใหม่ครับ

บทความใหม่

บทความยอดฮิต

Keyword ที่เกี่ยวข้อง  System thinkingการพัฒนาตัวเองPositive thinking

แสดงความคิดเห็น