ผลงานฝึกอบรม

หน้าแรก / ผลงานฝึกอบรม

Coaching Skill in Practice

การบ้านที่ผู้เรียนได้ไปฝึกปฏิบัติ ทำให้เกิดการเรียนรู้ในครั้งนี้อย่างมาก เพราะมี case ที่หลากหลาย ที่เป็น case จริง เช่น ในที่ทำงาน - ลูกน้อง ในครอบครัว - ลูก ในที่อื่นๆ - คนรู้จัก ตัวเอง - self coaching เนื้อหาลงในแต่ละ skill ของการโค้ชที่มีความละเอียด และแยกแยะให้เห็นเป็นส่วนๆ เช่น การทำ Goal setting การนำประเด็นพูดคุย มาตั้งเป้าหมาย บ่อยครั้งที่โค้ชชี่มาด้วยปัญหา และอยากได้ "How to" solve the problem...? หรือ มาด้วยสิ่งที่ต้องการ แต่จะบอกว่า อยากได้ "How to" achieve ...? โค้ช ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการตั้งเป้าหมาย จะรีบเข้ากระบวนการโค้ช ทำให้รีบชวนให้โค้ชชี่คิด solution โดยไม่ reality ก่อน จึงมักจะเผลอลงไปที่ problem ของโค้ชชี่ ที่มีประเด็นมากๆ คือ ทักษะการฟัง ... มีอิทธิพลหลายอย่างที่มีผลต่อการฟังของโค้ช เช่น บทบาท โค้ช กับ Helper โค้ช ถาม เพื่อไปฟัง (เรื่องที่เป็นส่วนใต้จิตสำนึก เช่น คุณค่า ความเขิ่อ ความคิด ประสบการณ์ต่างๆ) แล้วใช้คำถามชวนคิด Helper ถาม เพื่อไปฟัง คำตอบ แล้ว ทำให้ อาจจะเผลอ "บอก" หากเลือกบทบาทไม่ไว ก็จะลงไป "focus" เริ่องที่จะไป Help เขา อาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้ (ตรงนึ้ ส่วนตัว มีประสบการณ์ตรง) เช่น ตำแหน่ง พ่อ-แม่ ใช้ บทบาท Teacher จะ ฟังว่าลูกยัง "ขาด" ความรู้ ก็จะ สอนทฤษฎี-หลักการต่างๆ ที่เป็นความรู้ Consult จะฟังว่า ลูกมี "ปัญหา" กำลังอยากขอคำปรึกษา ก็จะให้คำแนะนำ Trainer จะฟังว่า ลูกยังขาดประสบการณ์ อยากหาวิธีการที่จะให้ได้เป้าหมาย ก็จะแนะนำวิธีการ Coach เมิ่อลูกมีปัญหามาปรึกษา จะฟังว่า ลูกมีความสามารถพอที่จะผ่านปัญหานั้นได้ แต่ตกหลุมพลางบางอย่าง เราก็แค่ ใช้คำถาม ชวนคิดถึงเรื่องที่เขาเคยทำได้ และ อยู่เป็นกำลังใจให้เขา เลยได้ idea ว่าแม้จะเป็น ตำแหน่งหัวหน้างาน ก็เช่นกัน เราสามารถเลือกใช้ บทบาทใดก็ได้ หากไวพอ อยู่ที่ เราเอง ว่าอยากจะพัฒนาเรื่องอะไร เราก็จะมองเขาตามหมวก/บทบาท ที่เราใช้ได้อย่างเหมาะสม การฝึกฝนตามเนื้อหา Master coach แสดงให้ดู แล้วผู้เรียน ถอดบทเรียน สร้างการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่ต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา ตามแบบ Adult Learning ครั้งต่อไป การฝึกฝน "กระบวนการโค้ช" ตามศาสตร์ต่างๆ

Leadership Fundamental Program

KONE Leadership Fundamental Program วันที่2 "Strategic Solution Tools" หลังจากเมื่อวานได้จบ Part ของการทำ Goal Setting ของโปรแกรมและการสำรวจและขยับ Mindset (เดิม) ปัจจุบันไปสู่Mindsetใหม่ ที่สอดคล้องกับทิศทางตามเป้าหมาย วันนี้เตรียมลงในส่วนของ Methodology ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ Situations ปัจจุบัน ซึ่งวัตถุประสงค์เพื่อให้กลุ่มผู้จัดการ เข้าใจแก่น...ของแต่ละ Solution Tools เข้าใจบริบทและกรอบความคิดตัวเอง ผ่านการทำ Workshop ในเชิง Practical มีแนวทาง...ในการนำToolsไปทำ Project Assignment กับ Situation จริงตามที่ผู้บริหารคาดหวังอยากเห็นแนวความคิดใหม่ๆของกลุ่มผู้เรียน เทคนิคการถ่ายทอดและกระตุ้นจูงใจผู้เรียนให้ได้ผลลัพธ์ตาม Objective ถือเป็นความสนุกและท้าทายของวิทยากร&โค้ชด้วยเช่นกันครับ

Leadership Fundamental Program

Class แรกของปี 2562 ด้วย Leadership Fundamental Program กับกลุ่มผู้จัดการ โปรแกรมต่อเนื่อง6วันออกแบบเป็น 2 Parts Partที่ 1 จำนวน 3 วันจะเป็นการพัฒนากระบวนการคิดและการจัดการเชิงกลยุทธ์ด้วย PSDM & PDCA A3 Models แต่ละ Part จะจบด้วยการนำเสนอโครงการตามกระบวนการเรียนรู้แบบ 70:20:10 รวมถึงการทำ Clinic session ครับ Class แรกได้รับโจทย์ของโปรแกรมนี้จากผู้เรียนหลายข้อเลยครับ จึงอยากถอดบทเรียนกระบวนการสอนวันนี้แล้วนำมาแบ่งปันครับ 1.การตั้งเป้าหมายการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียนโดยให้ผู้เรียนกำหนด Objective ที่คาดหวังของเขากับคลาส (Goal Setting) มีความสำคัญ เพราะจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจในการนำสิ่งที่ได้เรียนรู้จากคลาสไปประยุกต์ใช้มากขึ้น 2.เป้าหมายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงควรมีหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับSituationของเขาชัดเจน ทักษะการฟังของวิทยากร&โค้ชจึงสำคัญ เนื่องจากมีโอกาสที่ผู้เรียนจะตั้งความคาดหวังในเรื่องที่เป็นปัญหาที่เขากำลังเผชิญ จึงควรแปลประเด็นปัญหาเป็นObjective ที่เป็นเจตนาที่เขาอยากสร้างการเปลี่ยนแปลงในlong tern มากกว่าแค่เอาไปใช้แก้ปัญหาแบบ 1 shot แล้วจบไป 3.วิทยากร&โค้ชจึงควรใช้การฟังมากกว่าแค่ที่ผู้เรียนพูด แต่ฟังลึกลงไปถึง Objective , Value , Growth Mindsetที่อยากให้เป็น แล้วClarify ให้เป็นเป้าหมายเชิงบวก เช่น อยากให้ลูกน้องในทีมทะเลาะกันน้อยลง ฟังความคิดเห็นคนในทีมบ้าง เทคนิคการสร้างTeamwork ให้เกิดขึ้นในแผนกและการทำให้ทีมงานสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ อยากให้ลูกน้องคิดอะไรใหม่ๆบ้าง ไม่ใช่ใช้แต่วิธีการเดิมๆ แนวทางกระตุ้นจูงใจให้ทีมงานคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างกลยุทธ์ใหม่ๆ กับSituationเดิมๆ ไม่โมโห หงุดหงิดตอนที่น้องทำงานช้าและทำให้เขาทำงานเสร็จตามกำหนด เทคนิคการบริหารจัดการอารมณ์เชิงลบของตัวเอง และ การสอนงานและการโค้ชเพื่อเพิ่มPerformance 4.สิ่งที่เห็นอาการจากผู้เรียนเมื่อทำ Goal Setting ร่วมกันเสร็จคือเขารู้สึกกังวลกับการนำไปใช้ลดลง และมีมีมุมมองต่อ Situation ที่เผชิญในทาง Positive มากขึ้น เนื่องจากเป้าหมายเชิงบวกจะช่วยสร้างพลังเชิงบวก และนำไปสู่การ Change Mindset จาก Fix Growth ในการลงมือปฏิบัติ นอกจากการใช้เทคนิคนี้ในคลาสเรียนแล้ว สามารถนำไปใช้การโค้ชหรือการเปลี่ยนแปลงเรื่องอื่นๆได้เช่นกันครับ

Coach the coach professional coach programs

วันแรกผู้เรียนเกือบไม่ได้ความรู้เพิ่มเท่าไรนัก! การสอนตามโปรแกรมเป็นการฝึก ?การโค้ชเชิงปฏิบัติการจริง??จึงมุ่งเน้นให้ทุกคนเข้าใจ ?ความละเอียดของการโค้ชและกรอบความคิดของการเป็นโค้ช? ความรู้เกี่ยวกับการโค้ช ทุกคนรู้หมดแล้ว?เพียงต้องการเรียนรู้ ?เทคนิคและทักษะการโค้ชเชิงปฏิบัติ? ที่สามารถดำเนินการโค้ชได้ด้วยตัวเองจริงๆ ความเข้มข้น?จึงอยู่ที่ ?การเห็นกระบวนการโค้ช และการถอดบทเรียนการโค้ช??เพื่อสร้างความเข้าใจผ่านการฝึกฝนด้วยตัวเอง การโค้ช?สามารถเรียนรู้ผ่านการฝึกฝนเท่านั้น เพราะเป็น Skill Set และ Mindset ไม่สามารถเข้าใจจากการฟังเท่านั้น พวกเรายังต้องสนุกกับการเรียนรู้แบบนี้กันไปอีก 6 เดือนครับ

สื่อสาร สร้างสัมพันธ์ เพิ่มพลัง งานสำเร็จ

หลักสูตรที่ท้าทาย กับการสอนให้กลุ่มผู้เรียน 80 คน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ 2 พอรู้ว่า ต้องสอนกลุ่มผู้เรียนลักษณะนี้ ทำให้ต้องทำการบ้านพอสมควรทีเดียว การเตรียมสอนแบบกลุ่ม ที่ใช้กระบวนการ Training and Group Coaching ที่ไม่เพียงให้เนิ้อหาความรู้ หลักการต่างๆแล้ว ยังต้องชวนคิด ไปพร้อมๆ กับการสร้าง บรรยากาศ การเรียนรู้ และจูงใจให้นำไปใช้ ให้เกิดขึ้นด้วย ครั้งนี้ นอกจากหลักการสื่อสารแล้ว ชวนให้ผู้เรียนรู้จัก การใช้จิตวิทยาเขิงบวก ในการสื่อสาร การทำงานของสมอง เพื่อให้ออกจากสภาวะลบ การสื่อสารกับตัวเองในเชิงบวก NLP การฟังแบบจับถูก สัมผัสถึง ความรู้สึก Flow ของตัวเอง ทำให้รู้ว่า ชอบการสอน แบบ Training and Group Coaching นี้ เพราะ ได้พัฒนาหลายด้าน ทั้งจังหวะของการนำเสนอเนื้อหา เครื่องมือ การฟัง การถาม ความคิดสร้างสรรค์ในการนำองค์ประกอบเหล่านี้ขึ้นมาใช้ ขอบคุณผู้เรียนที่ร่วมกิจกรรมตลอดทั้งวัน

การพัฒนาภาวะความเป็นผู้นำในตัวคุณ

สอนหลักสูตรนี้หลายครั้ง บนเนื้อหาเดิม โดยปรับเครื่องมือประกอบการสอนให้ใช้การโค้ชมากขึ้น การใช้เครื่องมือประกอบการสอนตามหลักสูตร สำหรับการสอนในช่วงแรกๆ ช่วยให้การสอนตามกระบวนการ Training and Group Coaching สามารถทำได้ง่ายขึ้น และเมื่อสามารถใช้เครื่องมืออื่นๆในหลักสูตรอื่น (โดยเฉพาะหลักสูตรโค้ช) ได้หลากหลายแล้ว ก็สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับหลักสูตรต่างๆได้ แต่ยังคงสร้างการเรียนรู้ และชวนคิดให้กับผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม วันนี้ใช้การโค้ชสด และกิจกรรมฝึกการฟัง โดยให้ผู้เรียนวิเคราะห์สิ่งที่โค้ชปฏิบัติตามเนื้อหา สร้างการเรียนรู้แทนการใช้กรณีศึกษา นอกจากสร้างความสนุกสนานให้ผู้เรียนแล้ว ผู้สอนก็ได้ประโยชน์จากการมีชั่วโมงฝึกการโค้ชไปด้วย รู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก ... น่ามาจาก ความสุขจากการได้ฝึกสมาธิระหว่างการสอน ขอบคุณผู้เรียนทุกท่านที่ร่วมกิจกรรมตลอดทั้งวันในวันนี้

Mindset And Methodology

การใช้รูปภาพเชื่อมโยงกับพฤติกรรมเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง รูปภาพ 1 รูป...ช่วยให้ผู้เรียนฉุกคิดกับจังหวะต่างๆของพฤติกรรมที่เขาใช้ เช่น พฤติกรรมการเถียง....เพราะเขากำลังใช้สมองอารมณ์ หลีกเลี่ยงงานยาก....จึงทำให้ยึดติดกับงานที่คุ้นเคย(Comfort Zone) คำพูดว่า"กลัวทำแล้วผิด"....อาจมาจากค่านิยม (Value) เช่น คุณภาพ หรือประสบการณ์ที่เคยถูกตำหนิตอนรับงานใหม่ๆแล้วทำผิดพลาด หากเมื่อนำรูปภาพหลายรูปมาเชื่อมโยงต่อกันเป็นโมเดลหรือ Flow ช่วยให้ผู้เรียนตระหนักถึงองค์ประกอบต่างๆที่ก่อให้เกิดชุดพฤติกรรมหนึ่งๆได้ เช่น E+R=O รูปการทำงานของสมอง รูปจิตใต้สำนึก รูปComfort Zone พฤติกรรมคือ ... ลูกน้องได้รับงานยากจึงพยายามปฏิเสธเชิงเถียง E(Event) = เมื่อหัวหน้าสั่งงานใหม่ที่ไม่เคยทำ R(Response) = ปฏิเสธเพราะกลัวทำผิดพลาด O(Outcome) = เกิดConflict กับหัวหน้า หยิบพฤติกรรมที่เป็นResponse ของลูกน้องมาถอดองค์ประกอบ "การทำงานของสมอง" ความกลัวทำงานผิดพลาด เป็นTrigger ที่กระตุ้นให้"สมองโหมดป้องกัน"ตัวทำงานอัตโนมัติด้วยการพยายามอธิบายถึงผลกระทบหากเขาทำแล้วเกิดผิดพลาด "จิตใต้สำนึก" สมองโหมดอัตโนมัติทำงานอย่างรวดเร็วด้วยการRecall ชุดข้อมูลที่เป็นประสบการณ์ในอดีตที่เขาเคยรับงานแล้วทำผิดพลาดจึงถูกบ่น ต่อว่า "Comfort Zone" ด้วยการปฏิเสธงานนี้เพราะเป็นงานที่เขารู้สึกกังวลจึงเลือกทำเฉพาะงานที่มั่นใจว่าทำได้....และกลายเป็นFix Mindset ของเขาเอง จากที่มาแต่ละองค์ประกอบมานำมาเชื่อมโยงกันจะทำให้เขาเห็น"ที่มา"ของรูปแบบพฤติกรรมที่เขาใช้กับEventคืองานนี้และอาจรวมถึงงานอื่นๆที่เขาไม่เคยทำ และหัวหน้าอาจมอบหมายให้เขาอีกในอนาคต การสอนแนว Training and Group Coaching วิทยากร&โค้ชจึงฝึกฝนความละเอียดในหลักการของแต่ละรูป แล้วนำมาเชื่อมโยงกับเคสต่างๆในคลาสที่เป็นพฤติกรรมทั้งเชิงบวกและลบของผู้เรียน . หลังจากTraining อธิบายหลักการของแต่ละภาพแล้วจึง Coaching ด้วยการใช้คำถามในจังหวะต่างๆเพื่อชวนผู้เรียนคิดทีตามภาพทีละstep ...จนกระทั่งเขาเห็นตัวเองครบตามองค์ประกอบที่เป็นMindset ของเขา . การเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นของผู้เรียนด้วย Coaching เพื่อชวนคิดในอีกมุมของรูปภาพ เช่นสมองส่วนคิด , ประสบการณ์ในอดีตที่เคยสำเร็จ(Success Pattern) , Value ที่ดีที่เขามี ทำให้เขาหยิบมาสร้าง Commitment กับสิ่งที่เขาจะไปเปลี่ยนแปลงด้วยแนวทางที่เขาเป็นผู้เลือกเอง

Proactive Working

เป็นอีกหลักสูตรที่ชอบมาก การเตรียมการสอน และได้ไปสอน ทำให้กระตุ้นความรู้เดิมขึ้นมา (ประสบการณ์ที่ได้ใช้ proactive) เพิ่มความรู้ใหม่จากการอ่าน นำไปสู่ การเชื่อมโยงการสอนในจังหวะต่างๆ โดยธรรมชาติ แต่ละคนจะมีเรื่องที่ตัวเองสามารถ Proactive ได้ หากเขาสามารถ เห็นศักยภาพของเขา (ความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ ที่เกี่ยวกับเรื่องนั้น) รู้หลักการสร้างแรงจูงใจภายในของตัวเอง ด้วย จิตวิทยาเชิงบวก การใช้คุณค่าของตัวเอง และ การสร้างสิ่งดีๆ เพื่อผู้อื่น ฝึกการตระหนักรู้(สภาวะ)ตัวเอง ด้วย EQ การสร้างสภาวะที่ดีให้กับตัวเอง ด้วย เทคนิค NLP เพื่อให้การสร้าง "อุปนิสัยใหม่" ในการ "เดินทาง" ไปสู่ เป้าหมาย มีความต่อเนื่อง การใช้กระบวนการ Training and Group Coaching ในการเดิน class ช่วยให้ ผู้สอน "อยู่" กับผู้เรียนใน "ปัจจุบัน" สร้างการเรียนรู้ ให้ทั้งผู้สอน และผู้เรียนไปพร้อมๆกัน ขอบคุณผู้เรียนทุกท่าน ที่ร่วมสร้างการเรียนรู้ด้วยกันในวันนี้

โปรแกรมวิทยากรมืออาชีพ

ครั้งที่ 10 เป็นการเรียนใน Class ครั้งสุดท้ายของโปรแกรม เตรียมตัวไปเรียนกับการสอนจริง (Co-Coach) อีก 2 ครั้งนะครับ การเรียนรู้แบบลงลึก เพื่อให้การเรียนและการนำไปใช้เป็นสไตล์ของแต่ละบุคคล โดยใช้แนว Training and Group Coaching เป็นหลักการให้ประยุกต์ใช้ได้ เตรียมจับกลุ่มสร้างหลักสูตร Packคู่ Pack 3 กันตามความถนัดที่ส่งเสริมและเติมเต็มกันครับ?วิทยากรบางคนชอบสอนคู่ จะได้ไม่เหงา ก็จะจัดให้ครับ ตั้งเป้าหมายให้ทุกคนมีหลักสูตรของตัวเอง ต้นปีหน้าครบทุกคนครับ?เตรียมนัดหมายให้เข้าค่าย จับมือเขียนหลักสูตรกันต่อไปครับ ทุกคนสอนกันได้ ขาดแค่เขียนหลักสูตรออกมาเท่านั้น! เนื้อหาให้ไปครบหมดทุกอย่างแล้วครับ เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เราคงดูแลกันไปอีกนานครับ

การสอนงานอย่างมืออาชีพสำหรับหัวหน้างานใหม่

ถอดบทเรียนกระบวนการสอนที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลง การสร้างความเข้ากันได้ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ผู้เรียนมีสองลักษณะคือตั้งใจมาเรียน & ไม่ได้ตั้งใจมาเรียน ธรรมชาติสมองของ "ผู้ที่ตั้งใจมาเรียน" มีแนวโน้มที่พร้อมจะใช้โหมดตระหนักรู้กับสิ่งที่กำลังฟัง พร้อมนำไปปรับใช้ ธรรมชาติสมองของ "ผู้ที่ไม่ได้ตั้งใจมาเรียน" มีแนวโน้มที่พร้อมจะใช้โหมดป้องกันตัวเองอย่างเป็นอัตโนมัติ ผมใช้กระบวนการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้กับสมองของผู้เรียนด้วยGround Rule ต่างๆเช่น หลีกเลี่ยงความกังวลการทำผิดโดยสร้างรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่ไม่มีถูกผิด แต่ยินดีแสดงแนวความคิดของตัวเองอย่างเต็มที่กับคนข้างและผู้สอน Challenge ผู้เรียนให้กล้าใช้คำถาม ขอความเห็นแบบที่เป็นสไตล์ของเขาเองโดยไม่กลัวว่าผู้สอนจะโกรธ ...เพราะถ้าทำให้ผู้สอนโกรธได้ ผู้สอนจะต้องรับผิดชอบบางอย่างเป็นการแลกเปลี่ยน ให้ผู้เรียนมีอิสระในการคุยกัน แลกเปลี่ยนกันเพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ร่วมกัน การเปลี่ยนแปลงเป็นทางเลือกของผู้เรียนเอง การเปลี่ยนแปลงมีทั้งแบบ "เต็มใจอยากเปลี่ยน" และ "ถูกกดดันด้วยสภาวะบางอย่างให้ต้องเปลี่ยน" เมื่อสมองถูกแรงกดดัน ...มีโอกาสสูงที่สมองอารมณ์ที่เป็นสัญชาติญาณจะถูกกระตุ้นให้ทำงานก่อน นำไปสู่พฤติกรรมต่อสู้ และถอยหนี กับแกล้งตายเมื่อมองแล้วว่าสู่ไม่ได้ ก่อนจะตระหนัก (เชิงลบ) และต้องยอมเปลี่ยนแปลง สมองหากถูกจูงใจด้วยประโยชน์ คุณค่าบางอย่าง...มีโอกาสสูงที่จะเกิดการตระหนัก (เชิงบวก) ถึงเหตุของการเลือกเปลี่ยนแปลงจะนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวก เข้าสู้สภาวะพร้อมขยายกรอบความคิด ยินดีอยู่กับความไม่คุ้นเคย เพื่อก้าวข้ามไปให้ถึงผลลัพธ์นั้น ผมใช้กระบวนการสอนและโค้ชด้วยหลัก 4M ด้วยหลักการ ทฤษฎี พร้อมคำถามชวนคิด เช่น การทำให้ผู้เรียนคิดถึงเรื่องราวต่างๆของเขาเองบนเนื้อหาที่กำลังสอน เพื่อให้เขาโฟกัสเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเขาเป็นหลักโดยไม่ต้องสนใจว่าผู้สอนกำลังบอกอะไร การทำให้เขาเป็นผู้ยอมรับกรอบความคิด ความเป็นตัวตนที่เขาใช้อยู่หรือเคยใช้ด้วยตัวเขาเอง และนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เขารู้สึกว่ายังไม่โอเค ไม่เป็นไปตามที่คิดหรือคาดหวังไว้ .... เขาอยากเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์นั้นหรือไม่ การทำให้เขาเป็นผู้เลือกตัดสินใจว่าหากอยากเปลี่ยนผลลัพธ์ ... เขาจะเปลี่ยนคนอื่นหรือเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการของตัวเอง ...เปลี่ยนจุดไหนเขามองว่าง่ายและเป็นไปได้มากกว่า หลีกเลี่ยงการครอบงำวิธีการปฏิบัติตามผู้สอน โดยใช้การExploreความคิดของเขากับวิธีการที่ได้ยิน เลือกเฉพาะประเด็นที่เขาชอบแล้วนำมาต่อยอดไปประยุกต์ใช้ การสอนหลักสูตร"การสอนงาน "สำหรับผู้ที่ต้องสอนงานผู้อื่น...มีความละเอียดกับระดับหรือจังหวะต่างๆมากครับ หากเราสอน"วิธีการสอน"ผู้เรียนให้เขาทำตาม...เขาจะนำวิธีการนั้นไปสอนต่อ หากเราสอน"วิธีคิด"ให้ผู้เรียนเกิดแนวคิดของตัวเองกับการสอนด้วยมุมมองใหม่....เขาจะเข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงมุมมอง...เพื่อไปสร้างให้ผู้อื่นเปลี่ยนแปลงมุมมองใหม่ได้เช่นกัน ดังนั้นโฟกัสของผู้สอน วัตถุประสงค์ของผู้สอน ...เรากำลังพาผู้เรียนไปสู่ผลลัพธ์อย่างไร ก็จะสะท้อนวิธีการสอนที่เราใช้ด้วยเช่นกันครับ

การสร้างกรอบความคิดการทำงานเชิงรุก

กรอบความคิดแบบเชิงรับ v.s. กรอบความคิดแบบเชิงรุก กับหลักการสมองและการคิด การวางแผนงาน เชิงรับ : มองไม่เห็นปัญหาล่วงหน้า รูปแบบแผนงานที่คิดว่าทำได้แบบไม่ต้องเครียด ... ปล่อยให้อุปสรรคมาขัดขวางการวางแผนให้สำเร็จ สมองอารมณ์มักถูกกระตุ้นด้วยความกังวลผลลัพธ์ การขาดความเชื่อมั่น เชิงรุก : ประเมินความเสี่ยงปัญหาที่อาจเกิดขึ้น และเตรียมการป้องกันไว้ในแผนโดยไม่กระทบเป้าหมาย สมองคิดมีการวิเคราะห์ ใช้ข้อมูลที่จำเป็นเพราะความมุ่งมั่นอยากทำให้สำเร็จ การแก้ปัญหาและตัดสินใจ เชิงรับ : มองปัญหาเป็นเรื่องยุ่งยาก กล่าวโทษปัจจัยภายนอก...สมองอารมณ์ถูกกระตุ้นด้วยความเบื่อหน่าย กลัว กังวล ขาดความเชื่อมั่น เชิงรุก : โฟกัสเป้าหมายเป็นหลัก มองปัญหาเป็นความท้าทายในการก้าวข้ามและพัฒนาตัวเอง...สมองส่วนคิดถูกกระตุ้นด้วยสิ่งดีๆที่จะได้รับ การประสานงานและเจรจาต่อรอง เชิงรับ : เลือกสื่อสารกับบางคนที่สบายใจ พยายามใช้สมองส่วนสัญชาติญาณสื่อสารกับคนที่รู้สึกไม่ชอบ ไม่อยากคุย เชิงรุก : พร้อมสื่อสารกับทุกคนไม่ว่าง่ายหรือยาก หากคนนั้นมีส่วนได้ส่วนเสียกับงานและเป้าหมายโดยใช้สมองส่วนคิดเชิงเหตุผลในการเจรจาต่อรองอย่างสร้างสรรค์ การตระหนักรูปแบบสมองที่สอดคล้องกับกรอบความคิด ช่วยให้เราค้นหาตัวกระตุ้น(Trigger)ที่ช่วยให้สมองถูกใช้ได้สอดคล้องกับสถานการณ์และความสำเร็จได้ครับ

Logical Thinking Analytical and Synthesis Thinking Skill

สอนหลักสูตรการคิดทำให้ผมฝึกความละเอียดกับการการทำงานของสมองในเชิงลึกมากขึ้น... จังหวะการคิดหรือไม่คิด (รู้สึก) ของแต่ละคนมีความซับซ้อนที่แตกต่างกัน การใช้หลักการของสมองมาชวนคิดด้วยกระบวนการโค้ช ทำให้ผมสังเกตการเปลี่ยนแปลงของผู้เรียนหลายๆแบบ ผมจึงค่อยๆพัฒนาระดับการเชื่อมโยงสมองกับการเปลี่ยนแปลงในversionต่างๆ ดังนี้ Version1 : ผู้เรียนมองเห็นความแตกต่างระหว่างสมองคิด-สมองอารมณ์ เช่น การคิดนำไปสู่การมองอย่างเป็นเหตุเป็นผล , อารมณ์นำไปสู่ความขัดแย้ง ผลลัพธ์ไม่ตามเป้า Version2 : ผู้เรียนมองเห็นกระบวนการทำงานของสมองคิด - สมองอารมณ์ เช่น สมองคิดมีลำดับขั้นตั้งแต่ คิดแก้ปัญหา คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดกลยุทธ์ คิดเชิงระบบ สมองอารมณ์ Fight - Flight - Freeze Version3 : ผู้เรียนแยกประเภทของข้อมูลที่สมองคิด - สมองอารมณ์ หยิบมาใช้ เช่น สมองคิดสนใจข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง สถิตินำไปสู่การคิดแนวทางใหม่ๆ , สมองอารมณ์ใช้ข้อมูลจากประสบการณ์เดิม นำไปสู่แนวคิดที่คุ้นเคย เคยชิน Version4 : ผู้เรียนมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสมองคิด-สมองอารมณ์ ที่นำไปสู่การใช้ Fix - Growth Mindset Version5 .....ปัจจุบันผมแยกความละเอียดของการใช้สมองเป็นโหมดต่างๆที่เลือกใช้ในการจัดการสถานการณ์ประมาณนี้ครับ Automation Mode .... สมองสั่งการโดยอัตโนมัติจากประสบการณ์ สัญชาติญาน ความเคยชินที่เป็นความเชื่อ,อุปนิสัย เช่น...เราไม่ชอบงานแทรก เพราะเรากำลังโฟกัสเรื่องหนึ่งอยู่และอยากจัดการเรื่องนั้นให้เสร็จก่อน ไม่อยากสลับสับเปลี่ยนไปมา.. จึงตอบโต้ไปด้วยการปฏิเสธทันที Awareness Mode .... สมองมีการตระหนักรู้ในชั่วขณะหนึ่งก่อนจะตัดสินใจบางอย่างหรือทำไปสักระยะหนึ่งแล้วเกิดการฉุกคิด เช่น...เราแว่บคิดตรึกตรองบางอย่างโดย"ไม่รีบตัดสินใจ"ตอบรับหรือปฏิเสธงานแทรกนั้นทันที Adaptibility Mode .... สมองมีการสลับสับเปลี่ยนรูปแบบการคิดได้เร็วในการจัดการสถานการณ์ตรงหน้าเพื่อให้ได้แนวทางที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด..เสมือนหนึ่งเป็นไหวพริบ เช่น...ประเมินความเป็นไปได้ของการทำงานแทรกนั้นจากประสบการณ์กับข้อมูล(เท่าที่พอมีตอนนั้น)แล้วแจ้งข้อมูลได้อย่างรวดเร็วเช่น ระยะเวลาที่จะเรื่มงานให้ หรือเสร็จงานและส่งมอบ Achievement Mode .... สมองมีการคิดอย่างเป็นระบบแบบแผนและจดจ่อจนบรรลุเป้าหมายของตัวเองและความต้องการผู้อื่นแบบมีประสิทธิภาพ เช่น...มองภาพรวมทั้งหมด ก่อนวิเคราะห์ความสำคัญของแต่ละงาน ประเมินทรัพยากรที่มี เพื่อให้ปรับแผนการทำงานใหม่ให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีสำหรับทุกฝ่าย สมองแต่ละโหมดอาจะทำงานแบบเป็นกระบวนการ (มีลำดับขั้นการใช้อย่างต่อเนื่อง) หากมองเป็นลำดับขั้นของการพัฒนาตัวเอง แต่อีกนัยหนึ่งคือ..เราใช้โหมดใดโหมดหนึ่งโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวเพราะมี Trigger บางอย่างที่ไปกระตุ้นให้โหมดแต่ละโหมดทำงาน ปล....Trigger ของแต่ละคนและแต่ละโหมดอาจแตกต่างกัน ซึ่งผมกำลังสังเกต Trigger ของตัวเองที่ทำให้ตัวผมเลือกใช้แต่ละโหมดสมอง รวมถึง Trigger ที่จะช่วยให้ผมเปลี่ยนไปใช้สมองโหมดอื่นได้ เมื่อนำมาสร้างชุดเครื่องมือการโค้ชเพื่อใช้ในการชวนผู้เรียนตระหนักรู้โหมดสมองของตัวเองใน "หมวดหลักสูตรทักษะการคิดอย่างมีคุณภาพ" ในอนาคตครับ

เทคนิคการนำเสนออย่างมืออาชีพ

เทคนิคการนำเสนออย่างมืออาชีพ...ควรพัฒนาเรื่องใดบ้าง ??? 1.Mindset .... กรอบความคิดกับการนำเสนอของตัวเอง 2.Methodology .... เทคนิค วิธีการ เครื่องมือที่ช่วยให้นำเสนออย่างมีประสิทธิภสพ คนที่มองโอกาสในการนำเสนอเป็นความท้าทาย มักจะไม่ค่อยกังวลกับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการนำเสนอ หากมองการนำเสนอว่ากำลัง "ให้" ข้อมูลที่เราจัดเตรียมเพื่อสร้างประโยชน์ต่อผู้ฟัง(ผู้รับ) รวมถึงเราอยู่บนเส้นทางพัฒนาตัวเองสู่การเป็น"ผู้นำเสนอที่ดี".....เรากำลังขยายComfort Zone ในการกล้านำเสนอด้วย"กรอบความคิดแบบ Growth Mindset" กรอบความคิดของการนำเสนออีกแบบคือ "Fix Mindset" การไม่อยาก ไม่เต็มใจ ไม่กล้า ประหม่าที่จะนำเสนอ หรือรีบนำเสนอให้จบ ทำให้"การต้องนำเสนอ"กลายเป็นพื้นที่ความเครียด ความกังวลที่อยู่นอกเหนือ Comfort Zone ของเรา หากเราใช้กรอบความคิดแบบนี้บ่อยๆ เมื่อต้องรับโอกาสนำเสนอ....จึงกลายเป็นความเชื่อที่จำกัด (Limiting Belief) กับการนำเสนอของตัวเอง การสอนด้วยเทคนิคการโค้ชโดยการชวนผู้เรียนมองเห็นสภาพความเป็นจริงของตัวเองในการนำเสนอ (Mirror) ว่าเขามีMindsetอย่างไร การเปลี่ยนกรอบความคิดในการนำเสนอจาก Fix Growth Mindset ด้วยการชวนให้เขาใช้สมองส่วนคิดเชิงเหตุผล 1. ประเมินการนำเสนอของตัวเอง1-10คะแนน สำรวจตัวเอง 2. โค้ชชวนคิดว่าคะแนนที่ให้(เช่น5=การเตรียมข้อมูล) คือเรื่องใดที่เขาคิดว่าทำได้(ดี) มองเห็นศักยภาพ 3. คำแนนที่อยากเพิ่มไปถึงจุดที่อยากไปคือเรื่องใด(เช่น 8=ไม่ประหม่า) สิ่งที่อยากพัฒนาเพิ่ม 4. ทำให้เห็นถึงสิ่งดีๆที่จะได้รับหากไปถึง 8คะแนนได้สำเร็จ สร้างGrowth Mindset 5. เทคนิคที่เขาอยากเรียนรู้(Knowledge) ฝึกฝน(Skill) หรือเครื่องมือช่วย(Tooling) เพื่อพัฒนาเพื่อไปให้ถึง 8 คะแนน เตรียมพร้อมสู่ Methodology กระบวนการสอนในหลักสูตรต่างๆ หากสามารถผสมผสานทั้งส่วน Mindset & Methodology ได้อย่างลงตัวและสอดคล้องกับศักยภาพที่เขามีอยู่และต่อยอดเพื่อให้มีสิ่งที่จะนำไปพัฒนาในสไตล์ของเขาเองหลังการอบรมครับ

การพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์

การคิดเชิงวิเคราะห์...เป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่ผมสอนค่อนข้างบ่อยครับ ผมสอนโดยเชื่อมโยงกระบวนการคิด เข้ากับหลักการทำงานของสมองส่วนหน้าและหลัง ซึ่งสมองสองส่วนมีกระบวนการทำงานแตกต่างกันและให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน การสอนด้วยเทคนิคการโค้ชช่วยให้ผู้เรียนเกิดการตระหนักรู้เกี่ยวกับแนวทางการใช้ข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ครับ หลายครั้งที่เราเผลอสรุปสาเหตุของปัญหาโดยใช้ประสบการณ์ในอดีตแล้วตัดสินใจดำเนินการแก้ไข ซึ่งอาจจะแก้ปัญหานั้นได้ทันที...แต่ไม่นานปัญหานั้นก็กลับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากข้อมูลความเชื่อ ประสบการณ์เดิมที่ใช้ มักจะนำไปสู่วิธีการแก้ไขแบบเดิม...ซึ่งก็จะทำให้เกิดผลลัพธ์แบบเดิมๆ....คือแก้ไม่จบ แต่หากเราใช้สมองส่วนหน้า(คิด)โดยนำความเชื่อและประสบการณ์มาตั้งเป็นสมมติฐาน(Assumption) เพื่อวิเคราะห์สาเหตุที่เป็นไปได้ของปัญหานี้....จะช่วยให้เราเกิดAwareness กับตัวเองในการไม่รีบด่วนสรุปสาเหตุเร็วเกินไป แต่ค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบการตัดสินใจเพื่อคัดกรองให้เหลือสมมติฐานที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดด้วยกฏพาเรโต้ 20:80 (สาเหตุสำคัญ20% ส่งผลถึงปัญหา80%) จะช่วยให้เรามองปัญหาในมุมใหม่ ข้อมูลใหม่ กระบวนการคิดที่นำไปสู่วิธีใหม่ๆในการแก้ปัญหา ทำให้เกิดผลลัพธ์ใหม่ๆได้ครับ

การบริการลูกค้ามืออาชีพ

กับกลุ่มผู้เรียนที่มาจากทางสายช่าง แต่ต้องมาทำงานบริการ ที่อาจจะเป็นเรื่องที่ ช่างไม่คุ้นเคย เพราะภาพลักษณ์งานบริการ คือ ต้องพูดเก่ง !!! หลังจากใช้คำถามชวนให้ผู้เรียนตั้ง Goal/Objective ในการเรียนแล้ว เห็นผู้เรียนถือ Smart Phone จึงเริ่มต้นด้วยคำถาม กำลัง ให้บริการอยู่ หรือ กำลังใช้บริการอยู่? การใช้เทคโนโลยี่ในการใช้บริการนี้ ใช้เพื่ออะไร? ท่านชอบอะไรกับการใช้บริการรูปแบบนี้? หากท่านจะให้บริการโดยใช้เทคโนโลยี ท่านจะให้บริการอะไร? ท่านจะทำอย่างไร เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บริการได้ และได้รับความพึงพอใจได้? หนึ่ง objective ที่ผู้เรียนอยากรู้ ว่าต้องการใช้เทคโนโลยีในการให้บริการลูกค้า ก็สามารถเรียนรู้ได้เองจากคำถามชวนคิดชุดนี้ กระบวนการ Training and Group Coaching มีความเหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน ที่มี ความรู้ ความสามารถ ทั้งอายุมาก หรือ อายุน้อย โดยให้ หลักการเป็น ทฤษฎีต่างๆไว้ แล้ว ชวนคิดด้วยการนำเหตุการณ์จริงมาผูกเป็นชุดคำถาม ด้วย Positive Psychology หากผู้เรียนสามารถตอบได้ โอกาสที่จะนำไปใช้ ก็จะมีสูง เจ้าหน้าที่บริการลูกค้ามืออาชีพ เตรียมพร้อมเพื่อการบริการโดย เตรียมข้อมูล 5 รู้ให้พร้อมในการให้บริการลูกค้า ทั้งก่อนการขาย และ หลังการขาย มีเป้าหมายในการให้บริการที่ดี ฝึกทักษะสำคัญในการให้บริการ การรับรู้ และบริหารอารมณ์ EQ การสื่อสารสร้างสัมพันธ์ การใช้คำถามที่ดี เพื่อเตรียมฟังลูกค้า การฟัง ให้เข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า การใช้จุดแข็ง/จุดเด่น ของตัวเอง และองค์กร สร้างความเชื่อมั่นในการให้บริการลูกค้าได้ วันนี้ ขอบคุณ ทั้งลูกค้า และ Co Coach สาวสวย ที่มาร่วมเรียนรู้ด้วยกัน

วิทยากรมืออาชีพแนวการฝึกอบรม Training and Group Coaching

ใกล้จบโปรแกรม TTT 12 วัน ภาคทฤษฎีแล้วครับ การปฏิบัติก็เพิ่มความเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เพราะผู้เรียนเริ่มเห็นการเชื่อมโยงและสอดแทรกการสอนทั้ง Training and Group Coaching, SGC&C และ 1:1 Coaching ใน Class อย่างละเอียดมากขึ้น การสอนแนว Training and Group Coaching ต้องดูกระบวนการสอนจริง จึงจะเข้าใจมากขึ้น...รอทุกคนจัดเวลาเข้า Co-Coach วิทยากรของสถาบันต่อไปนะครับ สุดท้ายทุกคนต้องลองสอนด้วยตัวเอง จึงจะเข้าใจแก่นของ Training and Group Coaching ด้วยตัวเองครับ

Teacher as Facilitator and Coach

ต้องขอบคุณทางบริษัท เบทาโกร ที่ช่วยให้ผมได้มีโอกาสเป็นวิทยากร ไปชวนคุย ชวนคิด ในหลักสูตรชื่อยาวๆ "คุณครูกับบทบาทของ Facilitator ที่ใช้ทักษะการ Coach (ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Engineering)" สำหรับตัวเอง ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ชอบใจ สภาวะ ขณะที่กำลังอยู่ในกระบวนการของตนเอง เพราะเห็นจังหวะที่ตัวเอง ทัน ต่อการพูด การฟังและการตอบในทุกๆ จังหวะ ทำให้สามารถ Unpack การกระทำของตัวเอง ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้และเห็นสถานการณ์ที่นำหลักการและเนื้อหาไปใช้จริงได้ตลอด เพราะสิ่งที่สอน เป็นสิ่งเดียวกับที่เราทำอยู่ สิ่งที่ผู้เรียนสะท้อนหลังจบกระบวนการ มี Keyword หลายตัวที่น่าสนใจ ได้เห็นสิ่งที่จะนำไปทำซ้ำได้ เพราะเราเน้นย้ำเสมอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาจาก Process ไม่ใช่ความสามารถเฉพาะตัวของวิทยากร ชอบวิธีการ Deal กับคำถามที่แทรกตลอดการสอน เพราะไม่ได้มีเป้าหมายว่ามาสอน มาให้ แต่มีกรอบว่าเรามาชวนคิด มาสะท้อน ให้เห็นสิ่งที่ดีในตัวเขา จึงไม่รู้สึกถูกขัดจังหวะหรือถูกโต้แย้ง แต่ได้เรียนรู้ไปด้วยกัน เห็นความแตกต่างของหลักการกับสิ่งที่ทำอยู่ด้วยตนเอง เพราะเราให้ความสำคัญกับ Options มากกว่า Standard จึงไม่ไปเผลอแตะ เผลอทัก วิธีการของเขาด้วยความหวังดี เมื่อมา Unpack ตัวเองถึงปัจจัยความสำเร็จ (Success Pattern) ในครั้งนี้ ทั้งที่ตอนแรกไม่คาดหวังมากนัก ด้วยความไม่คุ้นเคยกับตัวหลักสูตรที่เป็นของสถาบัน ไม่ใช่ของตนเองโดยตรง แม้ไม่ใช่หลักสูตร (Content) ของตนเอง แต่เราประยุกต์ความเป็นตัวเอง (Brain) เข้าไปในตัวหลักสูตร จึงไม่รู้สึกแปลกแยก ชวนขัดแย้ง เป็นเรื่องที่เรามีประสบการณ์ทั้งสองด้าน ทั้งตอนเป็นคนเรียน และตอนเป็นคนเดินกระบวนการ ทำให้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่รู้สึกสั่นคลอน การที่ผู้เรียนเป็นคนเก่ง เป็นระดับด็อกเตอร์ อาจารย์มหาวิทยาลัย ทำให้ยิ่งให้ความสำคัญกับหมวกของ Coach มากกว่า Helper ทางผู้จัดบอกว่าเราอาจจะมีโอกาสจะได้บรรยายหลักสูตรนี้กันอีก ครั้งหน้าคงมีอะไรได้ต่อยอดอีกหลายอย่าง การมาชวนคุยชวนคิดแบบนี้ ก็ทำให้ตัวเราเกิด Constructionism ไปด้วยเช่นกัน

การพัฒนาตัวเองเพื่อก้าวสู่ผู้บริหารยุคใหม่

คลาสวันนี้ ผู้จัดการยุคใหม่ ผู้จัดการ (ยุคใหม่)..... บริหารงานภายใต้การแข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ผู้จัดการปรับกระบวนการคิด คิดเชิงกลยุทธ์และบริหารเชิงรุก ผู้จัดการ(ยุคใหม่)..... บริหารอารมณ์และสมดุลชีวิต นำคุณค่าและจุดแข็ง ที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างสอดคล้อง กับเป้าหมายงานและเป้าหมายชีวิต ผู้จัดการ(ยุคใหม่)..... บริหารศักยภาพทีมงาน กำหนดคุณค่า&สมรรถนะ ค้นหา - พัฒนา และ รักษา เพื่อให้ทีมงานเติบโตไปพร้อมกัน การสอนด้วน Value & Solution Coaching ให้ความสำคัญที่คุณค่าของคน เพื่อให้นำออกมาใช้สร้างผลงานอย่างมีความสุขครับ

เทคนิคการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรม และการติดตามผลลัพธ์

รุ่นที่ 2 ของ การสมนาคุณลูกค้า ในหัวข้อ เทคนิคการจัดทำโปรแกรมฝึกอบรม และการติดตามผลลัพธ์ ดีใจที่โครงการช่วยให้ผู้เข้าร่วมสัมนา มีแนวทางในการ จัดทำโปรแกรมที่ตอบโจทย์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง แม้การพัฒนาบุคคลากร มีปัจจัยหลายอย่าง ที่อาจจะเป็นอุปสรรค ทำให้ไม่สามารถ จัดทำ แผนการอบรมได้ เช่น ยังไม่มี Competency หน่วยงาน บอกความต้องการไม่ชัดเจน (Need หรือ Want กันแน่) ไม่รู้จะวัดผลอย่างไร ต้องทำ survey หา need ก่อน ไม่รู้จะทำยังไง ทำแผนออกมาแล้ว ผบห ถามว่าจะรู้ได้ไงว่าได้ผล และ อื่นๆ ที่ทำให้นำเสนอแล้วไม่ค่อยโดนใจผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รูปแบบ ที่นำเสนอ 6 รูปแบบนี้ รวบรวมมาจากประสบการณ์ ออกแบบหลักสูตร และโปรแกรมอบรมให้กับหลายๆองค์กร เป็นเครื่องมือที่ HRD สามารถนำมาใช้ในการรวบรวมข้อมูล และออกแบบแผนการอบรมได้ ทั้งแบบระยะสั้น และ ระยะยาว หากผู้บริหารมองเห็น "ที่มา" ของหลักสูตร/โปรแกรมว่า มีส่วนเกี่ยวข้องและเชิ่อมโยงในด้านต่างๆขององค์กร และสามารถ ตอบสนองผลลัพธ์ทางธุรกิจได้ จะช่วยให้ผู้บริหาร และผู้เรียน เห็นประโยชน์ในการอบรมมากขึ้น

หลักสูตรใหม่

แนะนำวิทยากร

ดร.ธัชพงศ์ เศรษฐบุตร
กรรมการสภาวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
ดร.อมรศักดิ์ กิจธนานันท์
วิทยากรที่ปรึกษา
อาจารย์ พัชรพล ชาญอุไร
กรรมการบริหาร สมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย โค้ชมืออาชีพ ICF, วิทยากรอิสระ, ที่ปรึกษา SAMED RESORTS GROUP
อาจารย์ วราภรณ์ โหมดวิจิตร
วิทยากรอบรมพัฒนาระบบคุณภาพ